plew December 31st, 2008

ต่อจากโพสแรกเรื่องมัลดีฟส์.. หลังจากเราข้ามเรือจากเมืองมาเลย์มาที่สนามบินอีกครั้งเพื่อต่อ Seaplane ไปเกาะรีสอร์ท ซึ่งรีสอร์ทที่เราจะไปคือ Velidhu Island Resort ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งใน North Ari Atoll ซึ่งใช้เวลาบินด้วย Seaplane ประมาณครึ่งชั่วโมง แค่มารอที่ท่าSeaplane ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นเยอะเพราะสวยกว่าที่มาเลย์เยอะเลย เห็นเครื่องบินน้ำจอดอยู่เต็มซึ่งมีสองบริษัท บริษัทหนึ่งก็สีแดง ดำ อีกบริษัท เหลือง ฟ้า น่ารักดี เป็นครั้งแรกที่เห็นซีเพลน ตื่นเต้นที่จะได้นั่งเป็นครั้งแรก
Seaplane บริษัทที่ไปที่เกาะ Velidhu คือ Maldives Air Taxi เครื่องจุคนได้ประมาณสิบห้าคน คือลำเล็กจิ๊ดเดียว ด้านท้ายก็เก็บกระเป๋า รู้มาหลังจากนั้นว่ากัปตันที่ขับ Seaplane ของทั้งสองบริษัทจะเป็นคนอเมริกันกับคนแคนนาดา กัปตันเครื่องเราเป็นผู้หญิงแถมสวยซะด้วย คุ้มมากที่ตัดสินใจไปรีสอร์ทที่ไกลๆเพราะได้นั่งเครื่อง วิวจากซีเพลน สวยและน่าสนใจมาก เพราะภูมิประเทศของมัลดีฟส์แตกต่างจากที่ๆเราเคยไป มันไม่ใช่เกาะหรือทะเลธรรมดา อย่างบ้านเราหรือแม้แต่ฮาวาย มองลงมาเห็นเกาะเล็ก เกาะน้อยที่ดูเหมือนวงแหวนซะมากกว่าเกาะ เรียงรายอยู่ในทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา สีน้ำที่หลากสีต่างกันไปตามระดับความลึก เป็นอะไรที่ Unique มากๆ เที่ยวบินนี้แวะจอดสามโรงแรม คือ Nika Velidhu และ W Retreat
พอเครื่องมาจอดที่รีสอร์ทที่เราพักลงปุ๊ปก็เจอเจ้าหน้าที่ที่มารอรับอยู่แล้ว รวมทั้งเขารู้ข้อมูลทุกๆอย่างของเราสองคนเช่นบินมาด้วยสายการบินอะไร จากประเทศอะไร แล้วก็ให้คนยกกระเป๋าไปไว้ที่ห้อง เราก็ไปที่ล๊อบบี้เขาก็อธิบายอะไรๆเกี่ยวกับการให้บริการของรีสอร์ท ถือว่าให้การต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมืออาชีพดี แถมให้เราเข้าห้องพักได้เลยทั้งๆที่เรามาถึงรีสอร์ทเช้ามากคือเจ็ดโมงครึ่ง จริงๆเช็คอินบ่ายสอง
ห้องที่เราพักเป็นแบบ water bungalow
ต้องบอกก่อนว่ารีสอร์ทนี้เป็นระดับกลางๆคือไม่ได้หรูหราไฮโซมากมาย แต่เราก็ประทับกับห้องที่กว้าง เพดานสูง โปร่ง มีเล่นระดับตรงเตียงนอน เตียงก็ใหญ่นุ่มกำลังดี ตรงส่วนรับแขกพื้นเจาะกระจกมองเห็นทะเลใต้ห้องเลย
ระเบียงใหญ่กว้าง ห้องน้ำก็กว้างได้ใจมากๆสรุปคือชอบค่ะ ถึงจะไม่ได้ดูเลิศอลังการแต่เราว่ามันดูธรรมมชาติ เรียบๆและสบายๆดี วันแรกที่เรามาถึงอะไรดูหม่นๆนิดนึ่งเพราะฝนตกอากาศไม่สู้ดีนัก แต่ที่สัมผัสได้ทันทีคือน้ำใส ใสมากๆ เหมือนคริสตอลจริงๆคือใสและสะอาดมากๆ คือเห็นน้ำทะลุปรุโปร่งว่ามีปลามีอะไร ใสอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนใสขนาดนี้ เห็นปลาว่ายเต็มไปหมดจากที่ห้องเลย ทั้งปลาฉลามเล็ก ปลากระเบน และปลาอะไรไม่รู้สีน้ำเงิน ตลกมากตอนแรกที่เราเห็นปลาสีน้ำเงินเราคิดว่าเป็นท่อน้ำเพราะสีเหมือนท่องพีวีซีเลย แต่มันคือปลาค่ะ 
หลังจากตื่นนอนตอนเช้าในคืนรุ่งขึ้น รู้ไหมค่ะ เปิดประตูห้องออกมาตอนประมาณเก้าโมงเช้า ตื่นสายเพราะคืนแรกมันอดนอนจากมาเลย์ เปิดประตูมาเราร้องว้าวเลย ว้าวอะไร บอกแฟนสวยจังเลยอะ เพราะอากศวันนั้นดีมากฟ้าโปร่ง คือทุกอย่างมันลงตัวเหมือนโปสเตอร์ที่เราดูก่อนมาไงงั้นเลย ไม่ผิดเผี้ยน มัลดีฟส์มันสวยอย่างนี้นี่เองเขาถึงอยากมากัน รูปที่ถ่ายมาบอกได้เลยว่าแค่ครึ่งของของจริงสีสันจริงๆมันสวยกว่าในรูปเยอะ เราบ่นแฟนเลยทำไมมันได้แค่นี้ อยากให้รูปมันสะท้อนทุกอย่างที่ตาเราเห็น น้ำทะเลมันสวยสีไล่เรียงกันจากอ่อนไปแก่ ฟ้าซะจนไม่รู้ว่าอะไรมันจะฟ้าสวยขนาดนั้น ไม่ได้เวอร์นะสวยจริงๆ 
ทรายที่รีสอร์ทนี้ขาวมากและนุ่มด้วย บางเกาะคนบอกทรายจะหยาบๆ คือมันลงตัวมากทะเลใส่หลากสี ทรายขาวนุ่ม อากาศก็บริสุทธ์สะอาด นี่ขนาดยังไม่ได้เห็นโลกใต้ทะเลนะยังหลงขนาดนี้ เกาะนี้เป็นเกาะขนาดเล็กเดินแป๊บเดียวก็รอบแล้วค่ะ เจ้าหน้าที่โรงแรมส่วนใหญ่เป็นคนศรีลังกา บริการดีเลยดีเดียว เนื่องจากเราซื้อแบบรวมอาหารเครื่องดื่มทุกอย่างค่ะ ขอบอกว่าน้ำสำคัญมากเพราะอากาศที่นี่ร้อนอย่างบ้านเราแหละ ยิ่งตอนไม่มีลมร้อน ทำให้เรากระหายน้ำมาก เราก็ทานบุฟเฟต์ที่ห้องอาหารทุกมื้อและก็ได้น้ำดื่มขวดใหญ่ไปดื่มทุกวันไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำที่ค่อนข้างแพงถ้าซื้อต่างหาก ถึงจะทานบุฟเฟต์ทุกวันแต่ก็ไม่เบื่อเพราะเขาก็มีเมนูอะไรใหม่ๆทุกวัน บางวันมี theme ด้วย เจอ theme ไทยด้วยวันหนึ่ง อาหารที่นี่คือว่าใช้ได้เลยค่ะ ขนม ของหวานเพียบ เค้กหลากหลายชนิด อร่อยด้วย
บริการดี ที่บาร์ก็โอเคสั่งแซนวิชอะไรมานั่งกินก็ได้ เครื่องดื่มก็โอเคใช้ได้เลย เราว่าเราคิดถูกค่ะที่เอาแบบ all include เพราะยังไงมันก็ไปกินที่อื่นไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่ใช้แบบไปเที่ยวทะเลบ้านเราที่ไปกินข้างนอกได้ นี่มันเกาะกลางทะเลอะ ถ้าไม่เอาแบบรวมหมดค่าอาหารค่าน้ำอะไรอีกเยอะเลย และแบบนี้มันทำให้เราไม่ต้องมานั่งกังวลว่ากินดีไม๊ดื่มดีไม๊ เพราะจริงๆน้ำ เครื่องดื่มแพงค่ะ ราคาเหมือนที่อเมริกาเลยถือว่าตัดสินใจได้ถูกต้องนอกจากนั้นอุปกรณ์ในการดำน้ำตื้นทางรีสอร์ทมีให้ครบไม่ต้องเอามาก็ได้ วันเช็คเอาท์ค่อยเอามาคืนที่ Velidhu นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่พักที่นี่มาจากยุโรปโดยเฉพาะเยอรมันกับรัสเซียเยอะมากๆ วันแรกที่มาไม่มีคนเอเชียเลย เราเป็นหัวดำคนเดียวถ้าไม่รวมพนักงาน ต่อมามีญี่ปุ่นเพิ่มมาอีกสามคู่ ค่อยยังชั่วหน่อยมีเพื่อนแล้ว จะว่าไปแฟนเราก็ไม่มีเพื่อนเพราะไม่ได้ยินใครพูดภาษาอังกฤษที่นี่ค่ะ แขกส่วนใหญ่พูดภาษาอะไรไม่รู้อะ คาดว่าคงเยอรมันหรือรัสเซียนี่แหละ ก็ฟังไม่รู้นี่หว่า สรุปไม่มีอเมริกันสักคนเลยค่ะ พวกฝรั่งที่มาพักที่นี่เขาก็แปลกนะคือเขาเดินเท้าเปล่าตลอดแม้กระทั่งตอนมาทานที่ห้องอาหาร มาดินเนอร์ก็ไม่ใส่รองเท้า แฟนเรายังงงเลยว่าคนยุโรปเขาเป็นแบบนี้กันเหรอ
มาว่ากันที่โลกใต้ทะเลกันบ้างดีกว่า เราเองไม่ได้ดำน้ำลึกค่ะ เพราะแค่น้ำตื้นๆก็สุดยอดดดด..เลย
รีสอร์ทนี้ปะการังรอบเกาะเยอะมาก คือไปตรงไหนก็มีประการัง ไปตรงไหนก็มีปลา คือเบื่อปลาไปเลยเพราะมันเยอะเต็มไปหมดทุกที ลงน้ำไปจากหาดก็เจอแล้ว คือมันรอบเกาะจริงๆ แถมน้ำตื้นเหยียบถึงด้วย บางจุดตื้นมากแค่เข่า แต่ปลาสวยมากๆ หลากสีจะเอาสีอะไรละมีหมด ตอนไปฮาวายก็ว่าเยอะแล้ว มาที่นี่ฮาวายชิดซ้ายไปเลย ดังนั้นการดำน้ำตื้นที่นี่ค่อนข้างปลอดภัยเพราะน้ำตื้นจริงๆ ปลอดภัยกับคนแต่ไม่ปลอดภัยกับปะการัง เพราะโอกาศที่จะโดนเหยียบสูง ก็มันตื้นอะ ดังนั้นจุดที่นักท่องเที่ยวพึงระวังและใส่ใจมากๆคือ ต้องดูให้ดีก่อนที่จะเหยียบลงไปว่าไม่ได้แตะหรือเหยียบประการังหรือสิ่งมีชีวิตใดๆใต้ทะเล ปะการังที่นี่ถือว่าสวยและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็จริงๆเกาะต่างๆของมัลดีฟส์นั้นมันเป็นเกาะปะการังนี่นา จากการสัมผัสด้วยตาตัวเองต้องบอกว่าปะการังที่นี่สวยมากๆ เป็นชั้นเป็นดอกซ้อนกันหลายๆชั้น อุดมสมบูรณ์มากๆ ถ้าดูในรูปอาจบอกธรรมดา ขอบอกว่าของจริงมันสุดๆจริงๆ แฟนเราบอกประการังที่นี่ดูสมบูรณ์ และดูเปาะบางจนกลัวกลัวว่าจะเผลอไปเตาะเข้า เราไม่อยากไปทำลายมัน!
เรื่องปลาไม่ต้องพูด ฉลามตัวเล็กๆ เยอะมาก ชอบว่ายใกล้ๆฝั่งน้ำตื้นๆ ไม่ต้องดำแค่เดินผ่านก็เห็นจนเบื่อ เช่นเดียวกับกระเบน ก็เยอะเช่นกัน แต่เจ้าปลาหลากสีนี่ซิ พอดำน้ำตื้น โอโห เยอะ บางจุดเยอะเป็นร้อยๆพันๆ จริงๆ ตัวเล็กตัวน้อย สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเงิน สีรุ้ง ทุกสี มองตรงไหนเจอตรงนั้น ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ไม่ต้องค้นหาเพราะมันว่ายรอบๆตัวเรา บางตัวมันว่ายมาหาเราอีก จนเราต้องว่ายหนี กลัวมันกัด คือมาที่นี่เจ็ดวันเบื่อปลาไปเลย เหมือนว่ายน้ำในตู้ปลา สรุปคือถ้าใครชอบดำน้ำตื้นมาโรงแรมนี้ไม่ผิดหวัง เพราะเท่าที่ศึกษาที่อ่าน ไม่ใช่ทุกโรงแรมจะเหมาะในการดำน้ำตื้น เพราะมีแนวปะการังรอบเกาะมากน้อยไม่เท่ากัน บางโรงแรมไม่มีเลย ต้องเสียเงินซื้อทริปนั่งเรือไปจุดอื่นๆเพื่อดำน้ำ แต่โรงแรมนี้ไม่ต้องไปไหน แค่รอบๆเกาะอย่างเดียวก็ดูยังไม่หมดเลย เยอะมาก แต่ผิดหวังนิดหน่อยเพราะไม่เจอเต่า แต่จริงๆเพราะเราว่ายไม่ครบทุกจุดด้วย เหนื่อยและกลัวดำด้วยแหละ ปัญหาหลักเลย
ทริปนี้เราเสียเงินนั่งเรือออกไปดูปลาโลมาด้วยคนละ 35 เหรียญ เค้าบอกถ้าไม่เห็นโลมาคืนเงิน 50 % แต่ปรากฎว่าเห็นค่ะ ฝูงใหญ่เลยเป็นสิบตัว แต่มันดูเบื่อๆคน ว่ายหนีตลอด และไม่เล่น ไม่โดดโชว์เลย แต่ก็คุ้มเพราะระหว่างทางกลางทะเลวิวสวยมาก ยิ่งตอนกลับมาที่รีสอร์ท วิวจากกลางทะเลมองมาที่รีสอร์ทสวยสุดๆ ธรรมชาติช่างวาดช่างสร้างสรรค์จริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงว่ากันว่า มัลดีฟส์เป็นสวรรค์บนดิน

นอกจากปลาและทะเลที่สวยแล้ว เกาะยังมีความเป็นธรรมชาติมาก ที่พิเศษเกาะนี้มีนกแก้วเยอะมาก บินเต็มไปหมด แถมไม่กลัวคนด้วย 
ค้างคาวก็บินเล่นซะงั้นทั้งที่เป็นกลางวันแสก มีแมวน่ารักด้วย สรุปแล้วถือว่ารีสอร์ทนี้โอเคเลยทีเดียวเพราะทะเลสวย ประการังและปลาเยอะ บริการดี ห้องพักโอเค อาหารอร่อย ที่สำคัญราคาไม่เวอร์เหมือนหลายๆรีสอร์ท มัลดีฟส์จริงๆถือว่าค่อนข้างแพงทีเดียวราคาสากลเลยละ แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหมเราว่าคุ้มนะ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นอาหารตาที่ดีและเป็นสถานที่ทื่เหมาะกับการพักผ่อนจริงๆ กับสิ่งที่ได่ถือว่าคุ้มค่าค่ะ
คลิกที่นี่เพื่อดูภาพถ่ายที่มัลดีฟส์
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew December 24th, 2008

มัลดีฟส์หรือจะมัลดีฟ บอกได้เลยว่าเป็นทะเลที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ตอนนี้ก็ปาไปสามสิบต้นๆแล้วเห็นทะเลมาก็เยอะ แต่ ณ วันนี้มัลดีฟเป็นที่หนึ่งในใจจริงๆ ก็เพราะสวยจนตกใจ ยอมรับว่าเป็นสวรรค์บนดินอย่างที่เขากล่าวขาน โดยเฉพาะสำหรับคนที่รักทะเล ชื่นชมกับโลกใต้ทะเล ปลาหลากสี ปะการังที่อุดมสมบูรณ์ น้ำใสๆ อากาศบริสุทธ์ ต้องหลงรักที่นี่แน่ๆ…
จริงบล็อกเราจะเล่าเรื่องอเมริกาแต่วันนี้ขอนอกเรื่องสักนิด ขอนอกสิ้นทางมาที่มัลดีฟส์สักหน่อย เพราะมันอดไม่ได้จริงๆที่จะเล่าสู่กันฟังพร้อมอวดรูปถ่ายสวยๆ แหมก็ของเขาดีจริงๆนี่นา เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ตัวเองและสามีได้เดินทางไปพักผ่อนที่มีฟเมื่อ วันที่ 13 ถึง 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมานี้เอง รวมก็แปดวันเจ็ดคืน เอาเป็นว่าจะเล่าตั้งแต่ตอนจองทัวร์เลือกที่พักเลยแล้วกัน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับบางท่านที่คิดอยากไปเที่ยวมัลดีฟ แรกเริ่มเราตัดสินใจกันว่าจะพักโรงแรมไหนดีก็ดูข้อมูลเยอะมากทั้งจากเวปไทยและเวปต์นอก โดยเฉพาะเวปต์ประเภท Hotel review นี่ช่วยได้มาก เราเลือกโรงแรมที่มีคนด่าน้อยและชมเยอะ ตอนแรกมองไว้ที่ Bandos เพราะเท่าที่หาข้อมูลเป็นเกาะที่มีปะการังเยอะ คือเราชอบดำน้ำตื้น ชอบดูปลา แต่ปรากฎว่าคนบ่นเยอะว่าไม่ประทับใจเท่าไร คือคนด่าเยอะกว่าคนชม ก็เลยไม่เอา อีกทีก็คิดว่าจะไปที่คลับเมด ClubMed ก็ลองให้ที่มัลดีฟแพ๊คเกจเสนอราคามาเอาแบบ water บังกาโลว์ปรากฎว่าแพงค่ะ คือเราอยากได้แบบ all include แล้วก็อยากพัก water บังกาโลว์ และเห็นคนไทยหลายคนเขานิยมไปที่คลับเมด ก็เลยลองถามเจ้าหน้าที่ว่ามีโรงแรมอื่นที่แบบ All include แนะนำไหมที่ราคากลางๆที่โอเค เขาก็แนะมาสองที่คือ Chaaya กับ Velidhu เราก็เลยถามต่อว่าเราต้องการที่ที่เหมาะกับการดำน้ำตื้น เขาก็บอกโอเคงั้น Velidhu Island Resort เหมาะเลยเพราะมีปะการังรอบเกาะเยอะเหมาะมากดำน้ำรอบเกาะได้เลย เราลองให้เสนอราคามา water บังกาโลว์ 7 คืน และ รวมอาหารเครื่องดื่มทั้งหมดรวมแอลกอฮอลด้วย ปรากฎว่าราคาถูกกว่าของคลับเมดที่พักแค่สามวันอีก เราก็ยังไม่ได้อะไร ลองเช็คข้อมูลตามเวปไซต์อีกที่ว่าคนว่าไงกันบ้างเกี่ยวกับโรงแรมนี้ ผลคือเท่าที่ได้ข้อมูล คนส่วนใหญ่ชอบ พอใจ เราก็ตัดสินใจว่าจะจองกับทัวร์หรือจะจองเอง คือได้ราคาจากทัวร์มาแล้ว เราก็ลองโทรจองโรงแรมเองโดยตรงก็ตกคืนละ 450 เหรียญและเช็คราคาตั๋วเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ ปรากฎว่าพอรวมทุกอย่าง จองกับทัวร์ถูกกว่าก็เลยจองกับทัวร์ค่ะ

วันเดินทางก็บินออกจากสุวรรณภูมิประมาณห้าโมงครึ่ง ถึงมัลดีฟส์ประมาณทุ่มครึ่งใช้เวลาปรมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง เวลาที่มัลดีฟช้ากว่าบ้านเราสองชั่วโมง พอถึงสนามบินมาเลย์ Male ก็เฉยๆเพราะสนามบินเล็กไม่สวย ไม่มีอะไรน่าสนใจ
เจอเจ้าหน้าที่ของทัวร์ที่มารับก็พาเราข้ามเรือข้ามฝากจากสนามบินไปเมืองหลวงคือมาเลย์ เพราะโรงแรมที่เราพักมันต้องนั่ง Seaplane ซึ่งไม่บินตอนดึก เราก็ต้องพักในมาเลย์หนึ่งคืน แล้วมาที่สนามบินอีกทีเพื่อนั่งเครื่องไปตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เข้าที่พัก ไกด์บอกพรุ่งนี้ต้องออกจากโรงแรมตีห้าเพราะ seaplane ออกตีห้าครึ่ง เขาบอกเขาจะมารับที่โรงแรมตอนตีห้า เราก็โอเคขึ้นห้องพัก โรงแรมที่เราพักคืนแรกในมาเลย์ Male ชื่อ Mookai 
ขอย้ำชื่อนี้นะค่ะ เพราะแนะนำว่าถ้าเลี่ยงได้อย่าพักเด็ดขาด เพราะแย่มากถึงมากที่สุด โรงแรมเล็ก ล็อบบี้เล็ก พนักงานก็ไม่ค่อยโอเค ที่แย่สุดคือห้องค่ะเล็กคือเตียงติดฝา จะออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำต้องข้ามเตียง แอร์ไม่เย็นหรือแทบไม่ทำงานเลยก็ว่าได้ สกปรก ที่เลวร้ายกว่านั้น เสียงดังมาก เสียงมอเตอร์ไซต์ เสียงคนคุยกัน ทะเลาะกันทั้งคืน ดังมาจากถนน คือไม่ได้นอนเลย อาหารเช้าก็คือห่วยสุดๆ เป็นโรงแรมที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยพักมา แถมตั้งร้อยเหรียญ ก็สามพันกว่าบาทต่อคืน อุบาวท์สุดๆ โชคดีที่ตีห้าเราก็ออกแล้ว ปรากฎว่าเราก็ลงมารอไกด์ที่ล็อบบี้ตามที่นัดกันไว้ รอๆๆจนตีห้าสิบห้าเราเอาะยังไง บอกเครื่องออกตีห้าครึ่ง ติดต่อก็ไม่ได้ เราเลยไม่รอแล้วค่ะ ก็ข้ามเรือไปเอง ทำเองก็ได้ เซ็งมาก คือมันไม่ได้ยากค่ะเราไม่จำเป็นต้องมีไกด์ แต่มาบอกว่าจะมาแล้วไม่มาเกือบทำให้เราต้องพลาดเที่ยวบิน ยอมรับว่าวันแรกในมัลดีฟส์ไม่ประทับใจคะ คือมันเริ่มต้นไม่ดีอะ แต่หลังจากที่เรามารอขึ้น seaplane เพื่อไปรีสอร์ทโลกเริ่มสดใสค่ะ แววแห่งความสวยงาม ที่เรารอคอยมันค่อยๆปรากฎให้เห็นแล้ว ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ..สวยมากๆ
คลิกดูรูปถ่ายสวยๆที่มัลดีฟส์
plew December 8th, 2008
โทเฟิล TOEFL IBT เราสอบผ่านแล้ว ที่ว่าผ่านก็คือได้คะแนนในระดับที่เราจะสมัครมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ จริงๆมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัครก็เป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาๆที่ไม่ได้เป็นประมาณยูดังๆอะไรกับเขา อย่างเรามันแก่ขนาดนี้ไม่มีปัญญาที่จะสอบโทเฟลได้หลักร้อยแน่ๆ ดังนั้นก็เลือกยูที่เอาแค่ขั้นต่ำคือ 80 จริงๆแค่ 80 ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าจะได้ แต่พอผลออกมาได้ 90 โล่งเลย ก็ดีเกินคาด แต่จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรแต่มันถือว่าโอเคมากๆสำหรับป้าๆแก่ๆอย่างเรา ที่ดีใจที่สุดคือเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เอาแล้วละโล่งมากเพราะไม่อยากสอบใหม่ ดีใจเหมือนได้คะแนนเกินร้อยเลย
มาโม้ให้ฟังเรื่องการเตรียมตัวสอบของเราดีกว่า เอาจริงๆเลยเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังประมาณ 4 เดือนก่อนสอบ คือตอนนั้นอยู่อเมริกา เราอเงไม่ได้ลงคอร์สโทเฟิลอะไรที่นั่น คิดจะลงแต่มันแพง TOEFL Class ตกเดือนละตั้ง 1000 เหรียญ จริงๆอยาก เพราะมีเพื่อนที่เป็นคนโคลัมเบียเขาสอบก่อน เขาบอกควรจะเรียนเพื่อสอบจะได้คุ้นกับข้อสอบ แต่เราก็เสียดายเงิน เลยซื้อหนังสือมาอ่านเองรวมทั้งยืมจากห้องสมุดมาอ่าน หนังสือที่เราอ่านเพื่อเตรียมตัวมีสามเล่มหลักๆคือ
1.Cracking the TOEFL IBT 2009 edition by Princeton Review ราคาก็อยู่ประมาณ 33 เหรียญ ซึ่งจะมากลับ CD สำหรับฝึกฟังและพูดอีกหนึ่งแผ่น เล่มนี้ขอบอกว่าเป็นเล่มที่ชอบมากที่สุดและคิดว่าช่วยได้มากๆ เพราะเทคนิคที่เข้าให้มันเอาไปประยุกต์ใช้กับการทำข้อสอบได้ดี จะเน้นเทคนิคในการทำข้อสอบจริงๆ ไม่ได้เน้นเรื่องการปูพื้นฐานอะไร คือตรงเข้าเรื่องการทำข้อสอบกันตรงๆ โดยเฉพาะ reading เทคนิคจากเล่มนี้ช่วยได้มาก Templates สำหรับ Speaking และ writing ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ตรงเฉลยก็ชัดเจนทำความเข้าใจง่ายดี แนะนำอย่างแรง
2. Barron’s TOEFL iBT Internet-Based Test, 12th Edition ราคาประมาณ 35 เหรียญ มาพร้อมกับ CD เสียง 10 แผ่น สำหรับ parts listening, speaking และ writing เล่มนี้หนามาก ข้อดีของเล่มนี้คือมีข้อสอบให้ทำเยอะมากๆ เหมาะใช้ในการฝึกเพื่อทำความคุ้นเคย เฉลยก็ละเอีอดดี แต่เราไม่ชอบเท่าไร เพราะเทคนิคมันไม่ตรงๆแบบเล่มแรง จะเยิ่นเย้อกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อจะได้ฝึกทำข้อสอบเยอะ ข้อดีอีกอย่างคือมีตัวอย่างเสียงการตอบ part speaking ให้ด้วยใน CD
3. The Official Guide to the New TOEFL iBT with CD-ROM by ETS
ราคาก็ประมาณ 35 เหรียญ เป็นเล่มที่บางที่สุด แต่ก็ต้องอ่านเพราะมันทำจากคนที่ออกข้อสอบก็ต้องอ่านเพราะจะได้ข้อมูลตรงๆว่าหลักเกณฑ์การตอบแบบไหนถึงจะได้คะแนนดี แต่เราว่าเล่มนี้เนื่องจากเป็นของคนทำข้อสอบมันเลยไม่ค่อยมีเทคนิคอะไรที่เป็นเทคนิคจริงๆ คือเขาจะให้เทคนิคที่กว้างๆมากกว่า แต่คิดว่าดีเพราะเขามีตัวอย่างคำตอบที่ได้คะแนนในระดับต่างๆทั้ง พูดและเขียน เราจะได้รู้ชัดๆว่าต้องเขียนต้องพูดประมาณไหนเขาถึงจะชอบ ในส่วนของ speaking มีตัวอย่างคำตอบของคนที่เข้าสอบจริงๆ ซึ่งจะทำให้เรามีกำลังใจขึ้นเพราะบางคนที่เขาบอกว่าได้คะแนนสูงก็ไม่ได้พูดดีอะไรมากมาย แต่ถ้าฟังคำตอบของ Barron จะทำให้เราตกใจเล็กน้อยเพราะตัวอย่างการพูดของเขาจะใช้คนที่เป็นnative speaker ซึ่งตอบได้สมบูรณืแบบจนเกินไป ในความเป็นจริง คนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกอย่างเราตอบอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็ควรอ่านเล่มนี้เช่นกัน
หลังที่อ่านจบสามเล่มบอกได้เลยว่าข้อแนะนำและเทคนิคของทั้งสามเล่มบางส่วนคล้าย บางส่วนต่าง ยิ่งตรง writing ทั้งสามเล่มให้แนวที่ไม่ค่อยเหมือนกันเอาเลย ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะใช้ของเล่มไหนดี สุดท้ายก็เลือกของ Princeton เพราะ มันช่วยให้เราเขียนได้เร็วขึ้น แต่จริงๆแล้วการเขียนขอให้เขียนให้แคบเข้าไว้คือมีตัวอย่างที่ชัดเจนจะได้คะแนนดีกว่าเขียนกว้าง ยิ่งยกตัวอย่างได้ชัดเท่าไรยิ่งดี แต่ถ้าอ่านได้ทั้งสามเล่ม และทำแบบฝึกหัดและข้อสอบทั้งสามเล่มจะช่วยได้มากทำให้เราคุ้นเคยกับข้อสอบ
อีกส่วนที่คิดว่าช่วยได้มากคือการฝึกเขียนทุกวัน ถึงแม้ IBT จะไม่สามารถรู้หัวข้อที่จะต้องเขียนได้เหมือนแบบ CBT แต่จริงๆหัวข้อที่ต้องเขียนใน IBT ในส่วนของ independent นั้นใกล้เคียงกับ CBT มาก เอาหัวข้อของ CBT เดิมที่มีประมาณสามร้อยหัวข้อนั่นแหละมาลองเขียนทุกวัน วันละกี่หัวข้อก็แล้วแต่เวลาของแต่ละคน เราเองบางวันก็สอง บางวันก็สาม บางวันแค่เรื่องเดียวแต่พยายามเขียนทุกวัน แล้วก็หาตัวอย่างคนที่เขียนดีๆมาเทียบ ในหลายๆหัวข้อหาได้ง่ายๆทางเนตแล้วก็ลองมาเทียบกับของเรา แต่ถ้าใครมีคนที่อ่านและแก้ให้ก็จะดีมากๆ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew November 11th, 2008

อากาศที่ลาสเวกัสร้อนมาก แต่ร้อนแห้ง ไม่เหมือนบ้านเรา จริงๆคิดว่าร้อนกว่าบ้านเราแต่มันร้อนแบบไม่เหนอะหนะ แต่จะรู้สึกว่าเหมือนมีเตาไฟอยู่รอบๆตัว เดินไม่นานจะรู้สึกว่ากระหายน้ำมาก มากกว่าปกติ คอจะแห้งตลอด แนะนำว่ามีน้ำเปล่าติดไว้ บางทีมันรู้สึกว่ามันแห้งมากๆ ก็แห้งจริงๆ อยู่กลางทะเลทรายชัดๆ ของจริง ถ้าบินมาจะเห็นเลยว่ารอบๆเมืองมันทะเลทรายแล้งๆไม่มีอะไร อยูดีก็มามีแสงสีอยู่กลางทะเลทราย Amazing จริงๆ ยอมรับ

จริงๆสิ่งที่ทำให้ที่นี่มันสวย มันน่าสนใจก็คือบรรดา casino Hotel ทั้งหลายที่เรียงรายตลอดสาย เพราะแต่ละที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง สวยทุกที ใหญ่ทุกที่ หรูๆทั้งนั้น ที่สำคัญความหรูระดับนี้แต่ราคาค่าห้องต่อคืนถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ เพราะเขาทำให้ราคามันถูกคนจะได้มาพักและเสียเล่นการพนัน ซึ่งเป็นรายได้ที่เขาต้องการจริงๆ โรงแรมที่เราพักคือ Mandaley Bay Las Vegas โรงแรมนี้อยู่หัวๆถนนเลย ตึกใหญ่สีทอง จุดเด่นคือมีสระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุด น้องๆสวนสยามเลยละ คือมีทะเลเทียม มีน้ำวน และสระธรรมดาอีกสี่สระได้ โรงแรมด้านในหรูมาก ห้องที่พักก็หรูและใหญ่ วิวสวย ห้องที่เราพักโชคดีมากได้ห้องตรงมุมตึกด้านที่หันเข้าไปในถนนเมนของลาสเวกัส จากวิวที่ห้องพักจะมองเห็นถนนทั้งสายเห็นโรงแรมต่างๆเรียงเป็นแนวยาว ยิ่งกลางคืนสวยมาก และหน้าต่างเป็นกระจกเพดานถึงพื้นเลยเห็นวิวเต็มๆ แค่คืนละ 150 เหรียญ ราคานี้ถ้าไปที่อื่นห้องระดับนี้โรงแรมหรูขนาดนี้ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยเหรียญ เทวีจอแบนขนาดใหญ่ ห้องน้ำ ทุกอย่างหรู ห้องใหญ่ ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนมาเที่ยวเพราะค่าห้องถูก แต่ดันไปเสียเงินกันเยอะเพราะเสียพนัน


โรงแรมอย่างที่บอกเยอะมากและน่าสนใจเกือบทุกที่ จะลองยกตัวอย่างที่ตัวเองชอบและคิดว่าเด่นๆ เป็นข้อมูล
MGM Grand ก่อนเลยโรงแรมนี้จริงๆเป็นเครือใหญ่ หลายๆโรงแรมก็เป็นโรงแรมในเครือนี้ เช่น New York, Mirage, Mandaley Bay MGM Grand อยู่หัวถนน ตรงข้ามกับ New York สัญลักษณ์เด่นก็คือสิงโตหน้าโรงแรม ถ้ามาที่นี่ต้องเข้าไปดูสิงโตจริงๆในโรงแรม มีอยู่สามตัวอยู่ในห้องกระจก เรียกว่าได้ดูสิงโตกันใกล้ๆชัดๆมากกว่าสวนสัตว์ทั่วไปอีก
มาที่ฝั่งตรงข้ามคือ New York จุดเด่นคือเทพีเสรีภาพจำลอง และมีรถไฟเหาะตีลังกาอยู่บนสุดของตึก น่ากลัวดี สูงแต่ตัวเองไม่ได้ลอง ข้างในก็พยายามแต่งให่เหมือนนิวยอร์ก แต่สวนตัวไม่ค่อยชอบที่นี่เท่าไร ดูมันเก่าๆและไม่สวย ถ่านรูปข้างนอกดีกว่า ต่อมาก็คงหนีไม่พ้นตึกปิระมิด หรือโรงแรม Luxor Las Vegas อาคารเลียนแบบปิระมิดของอียิปต์ เป็นกระจกสีดำ ข้างในก็ตกแต่งแบบอียิปต์มีพวก สฟริงและฟาร์โร ข้างในสวยดีน่าถ่ายรูป มีพิพิธภัณฑ์ย่อมๆเกี่ยวกับฟาร์โรด้วยแต่ตอนไป ดันปิดปรับปรุง ที่นี่ค่อนข้างเก่าและเล็กเมื่อเทียบกับโรงแรมอื่นๆ แต่ก็แปลกตาดี


ขอข้ามไปโรงแรมย่านกึ่งกลางถนน ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างหนาแน่นของเวกัส เพราะมีโรงแรมสวยๆดังๆเยอะบริเวณนี้ เริ่มที่โรงแรมที่เราชอบมากที่สุด ถ้าเป็นไปได้คราวหน้ามาเที่ยวเวกัสอีกขอพักที่นี่ คือ Paris ต้องบอกว่าในความคิดตัวเองเดินดูเรียกว่าเกือบจะครบทุกที่ชอบที่นี่มากที่สุด ตั้งแต่ข้างนอกสวยมาก หอไอเฟิล จำลองซึ่งสามารถขึ้นไปชมวิวได้และมีร้านอาหารอยู่บนหอคอยด้วย แต่เราไม่ได้กินหรอกแพง ตึกอาคารทั้งหมดแค่ภายนอกสวยมากๆ ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย เหมือนได้มาฝรั่งเศสเลย เข้าไปข้างในยิ่งโหเขาทำข้างในเป็นแบบเหมือนเราเดินกลางแจ้งในปารีส เพดานเป็นท้องฟ้า จำลองตึกอาคาร แบบฝรั่งเศส น่ารักมาก ล๊อบบี้สวย หรูมากๆ ที่สำคัญห้ามพลาดคือต้องมากินเครปแบบฝรั่งเศส อร่อยและทำสดๆทีละแผ่น ต้องรอนานสักนิดแต่คุ้ม น่าถ่ายรูปทั้งข้างนอกข้างในเลย

โรงแรม คาสิโนที่นี่หลายที่แต่งเป็นสไตล์อิตาลี เริ่มที่แรกที่เราชอบมากๆลองจากปารีสคือ Venetian ที่นี่จำลองเมือง Venice ของอิตาลี จริงๆที่นี่น่าจะเป็นโรงแรมที่ใหญ่มากและสวยมาก ทั้งข้างนอกข้างใน ข้างในคล้ายกับปารีสคือเพดานทำเป็นท้องฟ้าในตอนกลางวัน ตลกดีตอนเข้าไปโรงแรมมันมืดแล้วข้างนอกมันมืดแต่พอเข้าไปในโรงแรมกลายเป็นกลางวัน ที่นี่มีบริการล่องเรือ ที่ทำเลียนแบบ Venice และเรือเขาก็ทำได้สวยมากๆ ร้านค้ามากมาย เหมือนเดินอยู่ในเวนิสจริงๆเลย สวยเดินไปมุมไหนก็อยากถ่ายรูปไปหมด

อีกแห่งที่แต่งแบบอิตาลีคือ Caesars Palace 
ที่นี่ข้างนอกก็ใหญ่อลังการณ์แต่ไม่สวยเท่า Venice แต่ข้างในร้านแบรนด์เนมเยอะมาก และก็แตงสไตล์เดียวกับ ปารีสและเวนิส คือเป็นท้องฟ้าและทำอาคารจำลองเหมือนในอิตาลี รวมทั้งจะมีน้ำพุเทวี่จำลอง และรูปปั้นเด่นๆในกรุงโรมจำลองไว้ด้วย ที่แปลกคือคนที่มาเดิน มาพักที่โรงแรมนี้จะแต่งตัวกันเลิศๆสวยๆกว่าโรงแรมอื่น เช่นผู้หญิงจะใส่ชุดเดรส คือดูตั้งใจแต่งตัวกันมากกว่าโรงแรมอื่นๆที่เห็น จริงๆแล้วมีโรงแรมอีกมากมายแต่ยกตัวอย่างที่เด่นที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายภาพ เพราะมันสวยเด่นจริงๆ ที่นี่ถนนตลอดทั้งเส้นสวยงาม ด้วยอาคารหลากหลายสไตล์และแสงไฟยิ่งกว่าสีรุ้งสว่างไสวตลอด Strip บางคนมาเที่ยวที่นี่มาแล้วมาอีกมาคราวนี้มาพักโรงแรมนี้ มาอีกทีอยากพักอีกโรงแรม เพราะโรงแรมมันสวยจริงๆ และแปลกไม่ใช่อะไรก็ มาริออท ฮิลตัน พวกแบรนด์เดิม น่าเบื่อ แต่ที่นี่มันฉีกออกไปเลย มาที่นี่จะแต่งตัวแบบไหนยังไงก็เอากันเต็มที่ หรือจะลากเตาะกางเกงขาสั่นแบบสบายๆก็ไม่มีใครว่าได้ทั้งสองแบบ ขอย้ำว่าถ้าจะมาที่นี่ไม่ต้องมากับทัวร์หรอกเที่ยวเองสบายๆ และต้องยอมรับว่ามันตระการตาสมคำล่ำลือจริงๆ ไม่ผิดหวัง เพราะตัวเองไม้ได้เล่นการพนันและไม่ชอบ แต่แค่ดูวิว ดูคน ดูตึก ถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew November 7th, 2008

Las Vegas สำหรับหลายๆคนที่คิดถึงอเมริกา ลาสเวกัส Las Vegas แน่นอนเป็นเมืองหรือสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังลำดับต้นๆ ของอเมริกาที่คนทั่วโลกซึ่งรวมทั้งคนไทยอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง ตัวเองได้มีโอกาศไปเที่ยวที่ลาสเวกัสเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2007 ซึ่งจริงๆก็ไปฉลองครบรอบแต่งงานปีแรกด้วยแหละ ก่อนที่จะลืมรายละเอียดต่างๆซะก่อนก็อยากแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนที่สนใจอยากไปเที่ยวที่ Vegas หรือเพื่อนที่ต้องการทราบข้อมูลการท่องเที่ยวที่ Vegas
ตัวเองอาจแปลกๆนิดนึงเพราะอยู่อเมริกาอยู่แล้ว ตอนไปที่นั่นก็บินไปจากซานฟรานซิสโกโดยสายการบิน South West Airline ใช้เวลารวมเกือบสี่ชั่วโมง จริงๆจะบอกว่าเซ็งมากเพราะจริงๆ ตอนเราจองตั๋วเราจองบินตรงจากซานฟรานซิสโกไปลาสเวกัส แต่เอาจริงๆดันมาหยุดที่แอลเอก่อน ทำให้ใช้เวลามากกว่าปกติ เพราะปกติบินจากซานฟรานไปเวกัสแค่สองชั่วโมง แถมเครื่องดีเลย์อีกต่างหาก รวมเวลาทั้งหมดเกือบหกชั่วโมง เซ็งมาก..อาหารบนเครื่องก็ไม่เสริฟมีแต่น้ำถ้าหิวก็ต้องจ่ายเงินซื้อเพิ่มอีกคนละประมาณสิบเหรียญ อาหารก็แบบห่วยมาก ต้องขอบอกว่าสายการบินในประเทศของอเมริกานี่แย่ทุกสายจริงๆ ตอนนี้แย่กว่าเดิมถ้ามีกระเป๋าที่โหลดลงเครื่องจ่ายเงินเพิ่มอีกใบละประมาณสิบห้าหรือยี่สิบห้านี่แหละจำตัวเลขไม่ได้ เขี้ยวสุดๆ

ไปถึงสนามบินที่ Las Vegas สนามบินเขาก็ประมาณมีโฆษณาเกี่ยวกับคาสิโน และ slot Machine เยอะ ก็สมกับเป็นแหล่งคาสิโนใหญ่ของโลกเริ่มกันตั้งแต่สนามบินเลย ออกมาก็นั่งแท็กซี่มาโรงแรม ค่าแท็กซี่ประมาณห้าสิบเหรียญบวกทิปไปอีกยี่สิบเปอร์เซ็น ไปถึงโรงแรมก็หกโมงเย็นได้ แว๊ปแรกที่เห็นถนนสายหลักของ Las Vegas ที่เรียกกันว่า Strip บอกตรงๆว่า ตื่นตาตื่นใจดีจริงๆ .. จริงๆถนนสายหลักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม Casino ต่างๆ อยู่บนถนนเส้นเดียว ที่วิ่งตรงๆไปประมาณ 4 ไมล์ หรือประมาณ 6.5 กิโลเมตร เพราะฉนั้นจริงๆไปเที่ยวที่นี่ง่ายมากไม่ต้องกลัวหลง ไม่ต้องซื้อทัวร์ ไปเอง เที่ยวเองได้สบายๆ เพราะมันตรงอย่างเดียว ทุกอย่างอยู่บนถนนเส้นเดียวกันหมด เดินเรื่อยๆไม่รีบสบายๆ จากหัวถนนสุดอีกด้านหนึ่ง โรงแรมดังๆ ย่านที่หนาแน่นก็อยู่ช่วงกลางของถนน แต่จริงๆสวย น่าสนใจตลอดสายนั่นแหละ

ถามว่าไปลาสเวกัสถ้าไม่เล่นการพนันทำอะไรดี จริงๆแล้วแค่ถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว เพราะแสงไฟในยามค่ำคืนที่นี่สวยมากๆจริงๆ โรงแรมแต่ละที่โครตจะใหญ่และมีรูปแบบ theme ที่แตกต่างน่าสนใจ ทุกที ทั้งข้างนอกข้างใน ข้างนอกว่าสวยแล้ว ข้างในนี่หยั่งกะดิสนีย์แลนด์ ทั้งการตกแต่ง ร้านค้าให้ช๊อปมากมาก จะเอาแบรนด์ไหนมีหมด นอกจากนั้นบางโรมแรมจะมีโชว์อีกด้วย อันนี้คือโชว์ฟรีหน้าโรงแรม เช่น โรงแรม Treasure Island Hotel จะมีโชว์ เรือโจรสลัด ประมาณทั้งร้องทั้งเต้น แสง สีเสียงประมาณนั้น โรงแรมจะมีเวลาบอกว่ามีโชว์เวลาไหนบ้าง ปกติก็มีเฉพาะตอนค่ำลงไปแล้ว นอกจากนั้นถ้าใครชอบแดนซ์ ชอบดื่ม ชอบเมา คงถูกใจที่นี่ เพราะมีบาร์ ร้านนั่งดื่ม หรือจะซื้อเดินดื่มก็ปกติของที่นี่ที่จะเดินไปดื่มไป ที่เดินไปเมาไปก็มีให้เห็นเยอะทีเดียว ดูๆไปก็คล้ายบ้านเราไงก็ไม่รู้ แถมที่นี่มีพวกสาวบริการเยอะ แถมมีพวกใบปลิวโฆษณาประเภทนี้แจกกันดาษดื่นตลอดสาย ก็พูดง่ายถนนสายโลกีย์เราดีๆนี่เอง แต่มันก็สนุกและมีสีสันดี เนื่องจากจริงๆอเมริกาเมืองปกติ สองทุ่มก็กลับบ้านนอน เงียบเหงากันหมดแล้ว แต่ที่นี่เมืองไทยไงงั้น คือไม่มีวันหลับ มันส์กันได้ทั้งคืน

นอกจากโชว์ฟรีๆ แล้ว ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องโชว์จากศิลปินดังๆ ทั้งนักร้อง นักมายากล มวย และอื่นๆ ที่มักเปิดการแสดงที่นี่ ทริปนี้เราก็ได้เสียตังค์ดู เดวิด คอปเปอร์ฟิล David Copper Field แสดงมายากลที่โรงแรม MGM Grand Las Vegas กับเขาด้วยค่าตั๋ว 100 เหรียญ ต่อคน แต่ก็ไม่แพงนะ เพราะใกล้มากๆ เพราะห้องไม่ใหญ่ แถมพี่แกเดินมาสัมผัสคนดูอย่างใกล้ชิดมากๆ นี่ขนาดโชว์ย่อมๆ ก็ต้องบอกว่า มันทำได้ไงเนี่ย งง เจ้าผิดไม่ได้เลยอะ โรงแรมอื่นๆก็จะมีรายการโชว์ต่างๆกันไป ถ้ามีตังค์ก็มีให้เลือกเยอะมากมาย
มาว่าเรื่องกินๆกันบ้าง มาที่นี่เขาฮิตกินบุฟเฟ่กัน เกือบทุกโรงแรมจะมีบุฟเฟ ราคาก็ต่างกันตามคุณภาพและความหรู ร้านอาหารปกติมีให้เลือกมากมาย ทุกธรงแรมใหญ่จะมีร้านอาหารมากมาย ทั้งถูกทั้งแพง จริงๆถ้าคนกลัวร้อนใช้ชีวิตแค่ในโรงแรมที่ตัวเองอยู่เล่นการพนัน ว่ายน้ำ ช๊อปปิ้ง ดูโชว์ ถ่ายรูปก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่แนะนำว่าออกมาเดินเหอะสนุกดี
จริงๆถ้าขี้เกียจเดินที่นี่เขาก็มีรถไฟฟ้าบริการ เที่ยวละประมาณห้าเหรียญกี่สถานีก็ห้าเหรียญ แต่ถ้าคิดว่าเดินทางไปโน่นไปนี่หลายเที่ยวซื้อเป็นตั๋ววันจะคุ้มกว่า จำราคาไม่ได้ว่าเท่าไร รถไฟฟ้า จะจอดตามโรงแรมหลักๆ แพราะจริงๆแต่ละแห่งโรงแรมมันก็ติดๆเชื่อมๆกันอยู่แล้วสะดวกมากทีเดียว ถ้าขี้เกียจเดิน และนำว่าถ้าอยากเห็นภาพรวมๆของที่นี่ก่อนว่ามีอะไรมั่งก็นั่งรถไฟสักเที่ยว แล้วค่อยเดินไปจุดที่เราสนใจอีกทีก็ได้
คลิกดูภาพถ่ายที่ las Vegas
plew October 23rd, 2008
วันนี้กลับมาเขียนเรื่องการขอวีซ่าเอมริกา US Visa อีกรอบ เนื่องจากมีเพื่อนหลายคนที่ถูกปฏิเสธทั้งที่น่าจะผ่าน หลายคนก็มีคำถามเดียวกันว่าทำไมไม่ผ่าน เขาตัดสินด้วยเกณฑ์อะไรว่าใครได้ บางทีคุยแค่สองนาทีเอกสารอะไรก็ไม่ดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้ บอกตรงๆว่าตัวเองก็ไม่รู่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคุยกับเจ้าหน้าที่สถานรทูตก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เพราะเขามักพูดว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นอยู่กับคุรสมบัติและสถานการณ์ของผู้สมัครแต่ละคน ตัวเองจริงๆก้ไม่ใช่ทนายหรือมีความรู้มากมาย แต่ก้ได้จากการศึกษาจากคนที่เขามีประสบการณ์และการสังเกตุจากทั้งคนที่ผ่านและไม่ผ่าน
เอากรณีตัวเองเป็นหลักเลยนะ เราขอวีซ่าท่องเที่ยวก็ประมาณเกือบสามปีที่ผ่านมา ช่วงที่ไปสัมภาษณ์เป็นช่วงเดือนธันวาคม และบอกว่าจะไปเที่ยวเดือนมกรา มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่าขอช่วงใกล้คริสมาสต์เขาจะปล่อยวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเทศกาล แล้วก็ได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องช่วงเวลาที่ขออาจมีผลเช่นกัน ขอย้ำว่า “ก็อาจนะ” เพราะจริงๆก็ไม่มีใครรู้หรอกแน่ๆนอกจากเจ้าหน้าที่
ประเด็นต่อมาตัวเองตอนขอก็อายุสามสิบเข้าไปแล้ว ทำงานมาสิบปี แล้วก็ทำงานในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง คือดังว่างั้นเหอะ บริษัทใหญ่ใครๆก็รู้จัก เงินเดือนก็ประมาณ 3xxxx – 5xxxxตอนสัมภาษณ์เขาดูแต่หนังสือรับรองการทำงานอย่างเดียวเลย อย่างอื่นไม่ดู เขาถามว่าทำงานที่นี่ตำแหน่งอะไรเราก็บอกไป แล้วเราก็มีหนังสือรับรองการทำงานอีกฉบับซึ่งเราทำงานเป็นนักวิจัยโครงการ ให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง เขาก็บอกงานน่าสนใจดีนะ แล้วก็บอกให้วีซ่า ประเด็นนี้บอกได้เลยว่าถ้าขอแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งก็มีโอกาศไม่ได้มาก หรือทำงานมาได้ไม่นาน จบใหม่อะไรประมาณนั้น เงินเดือนน้อย ก็อาจจะยากเช่นกัน เพราะต้องคิดว่าคนทำงานใหม่ๆอายุงานน้อยๆนายจ้างเขาจะให้ลางานไปเที่ยวได้นานๆหรือ ตรงนี้เขาก็สงสัยได้ ถึงแม้จริงๆเราจะลาได้ก็เหอะ เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่คนที่ทำงานในองค์กรดีๆ มีชื่อเสียงและอายุงานได้มักจะได้วีซ่า เพราะเขามองว่าก็งานการที่เมืองไทยมันดีอยู่แล้วคงไม่อยากหนีไปทำงานที่เมกาหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เลย
ต่อมาเขาว่ากันว่า ว่ากันว่านะคือพิสูจน์ไม้ได้ คนโสดอายุยังน้อยและเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว บวกกับวันสัมภาษณ์แต่งตัวแรงๆ ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้ แหมก็ประเทสเรามันมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีด้านนั้นซะแล้ว และยิ่งบอกว่ามีแฟนอยู่ที่โน่นด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย
ต่อมาการที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่โน่น สรุปไม่รู้ดีไม๊หรือช่วยอะไรได้รึป่าว เพราะอันนี้เพื่อนหลายคนก็เจอมาแล้ว กับตัวเองญาติกันนี่แหละ คุณแม่เป็นกรีนการ์ดอยู่ที่โน่นมาเกือบสิบปี ขอวีซ่ายังไงก็ไม่ผ่านทั้งสองคนพี่น้อง ขอแล้วขออีกประมาณสี่ครั้งได้ ก็ไม่ผ่าน ทั้งที่มีแม่แท้ที่มีกรีนการ์ดอยู่ที่โน่น แต่ถ้าให้เดาก็เพราะตอนนั้นญาติก็เพิ่งเรียนจบ งานก้ไม่ดีเงินเดือนน้อย น้องชายก็ยังเรียนไม่จบ ทั้งคู่เรียนสถาบันที่เรียกว่าเกรด C ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนักเพราะคุณพ่อไม่ได้ทำงาน ถึงแม่จะทำงานที่โน่นแต่ก็ไม่ได้มีรายได้มากมาย อันนี้เราตั้งข้อสังเกตุนะ
อันนี้ก็พวกคนไทยที่รู้เรื่องเมกาบอกมาอีกต่อเขาบอกถ้าจบจากมหาลัยดังๆเช่นจุฬา ธรรมศาสตร์อะไรเงี้ยก็มักจะได้ ถ้าจบแบบราชภัฏคือมหาลัยไม่ดัง แล้วหน้าที่การงานไม่ดีด้วยแล้วยาก เพื่อนบอกเมกาเขาชอบคนเก่งๆ อันนี้ก็เขาเล่ามา สำหรับตัวเองก็ไม่รู้นะ เราก็จบจากมหาลัยที่คนเขามองว่าดังเหมือนกัน ทั้งตรีและโท และมันก็ได้จริงๆ ส่วนเพื่อนที่รู้จักซึ่งส่วนใหญ่ก็จบจากสถาบันเกรดเดียวกัน มันก็ไม่มีใครมีปัญหา อันนี้คือคาดเดาเอา แต่ถ้าจบจุฬาไม่มีงานการทำ ตังค์ก็ไม่มีคงไม่ได้หรอก
ต่อมาเขาว่ากันว่าถ้าเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ขอวีซ่ายากๆ พวกทางยุโรปหรือญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะช่วยให้ได้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับเคยผ่านการสกรีนจากประเทศอื่นๆมาแล้ว ไปแล้วก็กลับมาปกติ แต่อันนี้ก็ไม่เสมอไปเช่นกันเพราะมีเคส ของเพื่อนของเพื่อนอีกที เธอรวย ภาษาอังกฤษเลิศ ไปเที่ยวยุโรปมาเกือบครบทุกประเทศ ปรากฎว่ามาขอวีซ่าเมกาไม่ผ่าน เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่า ทำไม?
บางคนถามต่อว่าแล้วเงินในบัญชีหละ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเขาให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของเรามากกว่าเงินในบัญชี เพราะตัวเราเอง และคนอื่นที่รู้จักเขาไม้ได้ขอดูสมุดบัญชีอะไรเลย ดูนหนังสือรับรองการทำงานเป็นหลัก
สรุปแล้วเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากว่าทำไมผ่าน ทำไมไม่ผ่าน ไม่ใครตอบได้นอกจากคนสัมภาษณ์ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมคุณสมบัติของตัวเองก่อนจะเสียตังค์ให้เขาสี่ห้าพันก็ถือว่าต้องทำและช่วยได้มาก แต่ตอนนี้อย่างที่ย้ำกับเพื่อนว่า การขอวีซ่าอเมริกามันยากมากขึ้นเพราะเศรษฐกิจเขาไม่ได้ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะเขาก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นกับคนที่จะเข้าประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จนๆอย่างเรา ก็จริงๆมันก็จริงของ เราเข้าไปบอกไปเที่ยวและแอบทำงานกันตรึม หรือเปลี่ยนสถานะก่อนวีซ่าหมดกันเยอะๆ เขาก็ต้องสงสัยเพราะสถิติมันเห็นๆกันอยู่ ใครจะอยากให้คนนอกเข้าไปแย่งงานคนในประเทศละ เพราะคนในเองตอนนี้ก็ตกงานกันมากขึ้น มันก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ทำไงได้เรามันคนไทยไม่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น คนยุโรป คนจากประเทศรวยๆที่เข้าอเมริกาได้โดยไม่ต้องวีซ่าอะไรทั้งนั้น…ทำใจ
สุดท้ายสำหรับเพื่อนๆที่ผิดหวังก็คงได้แต่บอกว่าเสียใจด้วยค่ะ แต่ไม่ได้วันนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้ตลอดไป แต่อย่าใจร้อนท้ิงช่วงเวลาสักหน่อยแล้วลองดูอีกที..เป็นกำลังใจให้ค่ะ
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew October 18th, 2008
วันนี้ถือเป็นวันที่เหนื่อยมากวันหนึ่งก็เพราะไปสอบ TOEFL มานะสิ จริงๆเดิมทีตั้งใจจะสอบที่อเมริกา แต่ต้องกลับเมืองไทยเลยมาสอบที่บ้านเราแทน วันนี้ก็คือ 18 ตุลาคม 2008 เราสอบโทเฟิลครั้งแรกในชีวิต หลังจากทั้งจบตรีและโทมาแล้วสิบปี เคยก็แค่ TU-Get ไม่เคยคิดจะสอบโทเฟิลเพราะกลัวภาษาอังกฤษ แถมโง่และจน แต่สุดท้ายนีไม่พ้นต้องสอบจนได้ ก่อนตัดสินใจสอบก็ได้ลองหาข้อมูลทางเนตนี่แหละ และพบว่ามันมีประโยชน์ในการเตรียมตัวมากทีเดียว ดังนั้นไหนๆก็ไปสอบมาสดๆร้อนๆก็อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
อย่างที่รู้ว่าปัจจุบัน TOEFL เป็นแบบ internet base ที่เรียกกันว่า TOEFL IBT นั่นเอง เราไปสอบที่ศูนย์สอบ ESI Language Center ที่อยู่ตรงข้ามม.เกษตร ประตูหนึ่ง ถนนงามวงศ์วาน จริงๆที่เลือกที่นี่ก็เลือกไปทั้งที่ไม่มีข้อมูลว่าสถานที่น่าสอบหรือไม่ แต่เลือกเพราะเวลาสอบเริ่ม 10 โมงเช้า ในขณะที่ศูนย์อื่นเริ่ม 9 โมง เลยเลือกเพราะกลัวตื่นไม่ทัน แต่พอมาสอบก็ต้องขอบอกว่าสถานที่ดีเลยทีเดียว ไม่ได้ดูใหม่อะไร แต่มันแบบเหมือนบ้านมีที่จอดรถสะดวก และมีที่นั่งพักนั่งรอ ดูสบายๆดี โล่งๆ เพราะไม่ใช่ตึกแถว หรืออยู่ในตึกสำนักงาน พนักงานก็ให้บริการดีมาก ช่วยเหลือดี คอยเติมกระดาษ เพิ่มดินสอเวลาที่เขาเห็นว่ามันทู่แล้ว แถมไม่ห้ามที่กินลูกอม กินน้ำในห้องสอบ สบายๆดี ห้องสอบก็มีคอกกั้นโอเค แอร์ไม่หนาวไม่ร้อน สบายๆ ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่เราก็เตรียมไป ปรากฎว่าไม่ได้ใช้ คอมพิวเตอร์ก็โอเค สรุปคือโอเค ห้องน้ำอะไรก็สะดวกดี แต่เราดันมาเจอแจ๊คพอต คือคนอื่นเขาไม่มีใครมีปัญหา เราทำไปสี่ข้อ เครื่องค้าง แล้วต้องบูทใหม่ แต่ไม่เลวร้ายเพราะไม่ต้องเริ่มทำใหม่ ก็ต่อจากข้อที่ทำค้างไว้ ภาพรวมก็ถือว่าราบรื่นดี
หลังจากกรอกเอกสารแล้วนั่งรอเรียก เจ้าหน้าที่เรียกไปทีละคน คือเข้าไปก็ถ่ายรูป แล้วเซทเครื่อง เซท password ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล ใครเข้าห้องก่อนก็สอบก่อน ดังนั้น แต่ละคนจะเริ่มไม่พร้อมกัน มันจะเหลื่อมกันออกไปตามลำดับการเข้าห้อง ซึ่งก็เป็นข้อดีเพราะทำให้ตอนพูดและพิมพ์มันไม่เซ็งแซ่ เพราะมันทำไม่พร้อมกัน เช่นพอเราเริ่มพูด คนนั่งข้างๆก้ได้เวลาพัก พอเราเริ่มพิมพ์ เขาเริ่มพูดประมาณนั้น แนะนำว่าถ้ากลัวจะเสียสมาธิก็ใส่หูฟังไว้ตลอด มันช่วยกรองเสียงข้างนอกได้เยอะทีเดียว เราเริ่มสอบสิบโมงเช้า เสร็จบ่ายสอง พักสิบทีหลังจากจบ part listening เข้ามาต่อ speaking และ writing ถ้าถามว่าข้อสอบยากไม๊ จริงๆไม่ได้ยากมาก เพียงแต่ต้องทำให้เร็ว แข่งกับเวลา
TOEFL Reading ตัวเองไม่อ่านเลยไปทำข้อสอบเลย ชุดแรกทำเสร็จก่อนเวลาหมด ทำให้มีเวลากลับมาทวนอีกรอบ แต่สอง passages หลังเกือบทำไม่ทัน เพราะยากขึ้น แทบไม่มีเวลาที่จะมานั่งตัด choices เพราะถ้าคิดช้าทำไม่ทันแน่ๆ แต่ก็เสร็จแบบหวุดหวิดเอามาก คือคิดแบบไม่ได้ไตร่ตรองเลยเพราะกระชั้นมาก ต้องบอกว่ากับ reading ตัวเองผิดหวังนิดหน่อยเพราะตอนทำแบบฝึกหัด ทำเยอะมาก รู้สึกว่าทำได้ดี แต่วันสอบจริงๆ ไม่แน่ใจเยอะทีเดียว อาจเพราะตื่นเต้นและเครียดด้วย ทำให้ทำได้ไม่ดีเหมือนตอนอยู่บ้าน
TOEFL Listening บอกตรงๆว่าก่อนสอบก็ฝึกมาพอควรและทำได้ดีเลย แต่วันนี้สอบจริง สมาธิหลุดบ่อยมาก ทำได้ไม่ดีอย่างทีหวัง คือไม่แน่ใจหลายข้อ และเวลามันเร็วมาก ถึงแม้จะ note ก็แถบไม่มีเวลามานั่งเช็คเพราะถ้านั่งไตร่ตรองนานก็ไม่ทันอีก เพราะมันเร็วจริงๆ สรุปคือใช้ความจำและความเข้าใจ ในการตอบให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลามานั่งตัด choice อีกเหมือนเคย
TOEFL Speaking บอกตรงๆว่าก่อนสอบกลัวมาก กลัวจะพูดไม่ออก แต่ปรากฎว่าทำได้ดีกว่าที่คิด คือพูดได้ ไม่อึกอักมาก และไม่ได้ยากอย่างที่คิด คะแนนจะดีไม๊ไม่รู้แต่ จะบอกว่าเป็น part ที่เครียดน้อยที่สุดเพราะมันสั้นและเร็ว ไม่ต้องมานั่งจมนานๆเหมือน parts อื่นๆ อย่าเงียบพูดๆออกมาเหอะ ยังไงก็ได้สักคะแนนอยู่แล้ว พยายามควบคุมอารมร์อย่ากลัวเป็นใช้ได้ ผิดถูกพูดไปก่อน
สุดท้าย TOEFL writing ก็ผ่านไปได้อย่างไม่ลำบากนัก ทำเสร็จทั้งสองส่วน แต่ไม่มีเวลาพอจะมา edit เสร็จแต่คงมี error พอควร part นี้ไม่ยาก แต่คิดให้เร็ว ตัวเองปัญหาคือพิมพ์สัมผัสไม่เป็น เลยเสียเวลาไปพอควรเพราะพิมพ์ช้า แต่รวม ๆ คิดว่า ไม่เครียดเท่า reading กับ listening ก็สองส่วนแรกมันเยอะข้อ เล่นเอาคอ หลังปวดไปหมด
แนะนำว่าให้เตรียมน้ำ อาหารเล็กๆติดไปด้วย และก่อนสอบทานให้อิ่ม เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เราเตรียมยาดมไปด้วย และหลายๆคนก็มียาดมเหมือนกัน ช่วยได้เยอะ เพราะถึงจะไม่ได้ยากหรือหินสุดๆ มันก็เครียด นั่งนาน คิดเยอะ ยาดมช่วยได้จริงๆ ตอนพักก็กินน้ำกินอะไรนิดหน่อยจะได้สดชื่น น้ำสำคัญ ตัวเองขนาดตอนพักก็ดื่มน้ำ แต่พอสอบเสร็จคอยังแห้งมาก และหิวมากด้วย คือล้าและเหนื่อยมาก คนเราพอเครียดมันคงทำให้หิวและกระหายน้ำมากกว่าปกติ เอ้าละสุดท้ายก็ผ่านไปได้ ดีใจสุดๆที่จบซะทีเพราะนั่งเครียด นั่งอ่านมากว่าสามเดือน ตอนนี้รออีกสามอาทิตย์จะรู้คะแนน ถ้าได้คะแนนอย่างหวังก็ถือว่าการเตรียมตัวที่ทำมาได้ผล จะได้มาเล่าการเตรียมตัวให้ฟังกันอีก แต่ถ้าไม่ผ่าน เฮ้อก็คง… ไม่รู้สิว่าจะสอบอีกไม๊ แก่แล้วอะ..เหนื่อย
plew September 20th, 2008
หลังจากยื่นเอกสารทั้งหมดและมีการส่งเอกสารเพิ่มเติมบางส่วนตามที่ USCIS รวมระยะเวลาที่รอประมาณห้าเดือน ก็ได้รับหนังสือ USCIS ให้ไปสัมภาษณ์ ที่ออฟฟิตในซานฟรานซิสโก จริงๆตอนนั้นอยู่เมืองไทยก็ได้เพื่อนของแฟนทีซานฟราน่คอยเช็คจดหมายให้แล้วสแกนส่งมาให้เราทางอีเมล์ เราสองคนเลยต้องบินกลับอเมริกาอย่างกระทันหัน เพราะไม่คิดว่าจะได้สัมภาษณ์เร็วขนาดนี้ คือเราเพิ่งส่งเอกสารด้านการเงินเพิ่มเติมตามที่เขาขอมาได้แค่ไม่ถึงเดือนก็เรียกสัมภาษณ์แล้ว
ออฟฟิตของ USCIS ก็จะมีตามเมืองใหญ่ๆ โชคดีที่เราอยู่ซานฟรานซิสโก เลยไม่ต้องเดินทางไปสัมภาษณ์ที่เมืองอื่น วันสัมภาษณ์จำได้ว่าเป็นเวลาบ่ายโมง เรานำสำเนาเอกสารทั้งหมดที่เราส่งไปให้ USCIS พร้อมกับจดหมายนัดสัมภาษณ์มาด้วย จริงๆบอกตรงๆว่าตื่นเต้นและแอบกลัวเล็ก เพราะเคยอ่านตามเวปไซต์ บางคนบอกเขาถามถึงขั้นเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือประมาณสามีหรือภรรยาชอบใส่กางเกงในสีอะไรคือถามลึกๆถึงการใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรรยาว่างั่นเหอะก่อนวันเราสองคนก็พยายามเตรียมคำตอบมากมายเท่าที่เราอ่านจากอินเตอร์เนตว่าอาจมีคำถามต่างๆเหล่านั้น
พอไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ ปรากฎว่าคนนั่งรออยู่เต็มห้อง คือคนเยอะมาก เราก็โห คงต้องรอเป็นวันเลยมั่งนี่ แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ดูเอกสารนัดแล้วก็เช็คอะไรสักอย่างในคอมพิวเตอร์แ้ล้วบอกให้เราสองคนขึ้นไปรอที่ชั้นสาม เราก็ขึ้นไปชั้นสามคือขั้นไปอีกชั้น ปรากฎว่าเงียบสนิท ไม่มีคนนั่งรอเลย ไม่มีใครเลยมีกันสองคน ก็งงเอบอกอะไรเราผิดรึป่าว ก็เห็นคนอื่นรอกันที่ชั้นสองกันหมด ก็นั่งรอไปสักสิบนาที ก็ไม่มีใครมาที่ชั้นสามเลย คือมีแค่สองคนเหมือนเดิม กะว่าอีกห้านาทีไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะลงไปถามเจ้าหน้าที่แล้วละว่าบอกผิดรึป่าว รอไปอีกไม่นาน ก็มีฝรั่งผู้หญิงท่าทางใจดีถือเอกสารในมอแล้วก็มาเรียกเราสองคนเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นออฟฟิตทำงานของเธอ เราก็งง เอสัมภาษณ์ตรงนี้เลยเหรอ เพราะคิดว่ามันจะเป็นห้องสัมภาษณ์โดยเฉพาะประมาณนั้น พอเข้าไปก็กันเองมากๆแบบสบายๆ เธอเปอดเอกสารของเราที่เราส่งไปทั้งหมด พลิกไปพลิกมา แล้วก็บอกว่า อือเอกสารครบถ้วนดีมาก แถมบางส่วนเกินมาอีกว่าแล้วก็คืนส่วนที่เกินให้เรา แล้วก็บอกให้สาบานว่าจะพูดความจริงประมาณนั้น แล้วก็ถามแบบเหมือนไม่ถาม คือดูเอกสารแล้วทวนกันมากกว่า สิ่งที่เธอถามเช่น เจอกันที่ไหน แต่งที่ไหน แล้วดูรูปที่เราส่งไป บอกน่ารักดีนะ แต่จุดที่เธอพยายามย้ำมากคือ เราออกนอกประเทศสหรัฐก่อนเราได้กรีนการ์ด แต่กลับมาเพื่อสัมภาษณ์ โดยใช้หนังสืออนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศได้ในระหว่างรอปรับสถานะหรือ Advance parole คือเรากลับสหรัฐหลังจากได้ parole แล้ว เธอก็ย้ำว่าเรากลับเข้ามาเมื่อได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ถ้าขืนออกไปแล้วแอบกลับเข้ามาโดยวีซ่าท่องเที่ยวก็คงเป็นเรื่องแน่ๆ สรุปคือเราทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎกติกาของเขา คุยไปไม่กี่นานเธอก็บอกโอเคอีกประมาณอาทิตย์หนึ่งจะมีหนังสือส่งไปว่ายินดีต้นรับสู่อเมริกาประมาณนั้น ก็คือเราได้กรีนการ์ด งงว่าทำไมง่ายจัง คุนแค่ห้านาทีได้ สุดท้ายเธอบอกเธอเพิ่งมาทำงานที่นี่ แล้วเราเป็นรายแรกที่เธอสัมภาษณ์ ดังนั้นเขาจะเลือกเฉพาะเคสที่ง่ายๆให้เธอ คือเคสที่ไม่มีอะไรผิดสังเกตุ เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ว่างั้นเหอะ เราสองคนเลยโชคดีผ่านแบบง่ายๆ อีอส่วนเธอถามว่าเราเตียมเอกสารกันเองไม่ได้จ้างทนายใช่ไม๊ เราก็บอทำเองไม่ได้จ้าง
เธอก็บอกดี
สรุปแล้วการขอกรีนการ์ดจากการแต่งงาน Green card by marriage ก้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ทำเองได้ไม่ต้องไปจ้างใครให้เสียเงิน ถ้าเราแต่งจริง เอกสารครบ ทำทุกอย่างถูกต้อง ที่สำคัญรายได้ของสามี ภรรยาที่เป็นอเมริกันถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ และจริงๆแล้วถ้าแต่งที่อเมริกาใช้เวลาไม่นานเลย ตัวเองถ้าไม่กลับเมืองไทยและดึงเรื่องส่งเอกสารเพิ่มเติม เพราะอยากอยู่เมืองไทยต่อ เอาจริงๆสี่เดือนก็ได้แล้ว นีี่เราเองดึงเรื่องส่งเอกสารกลับไปช้า ยังแค่หกเดือน
มีบางคนจ้างทนายหรือนายหน้าอะไรประมาณนั้นทำ เขาให้เซ็นอะไรก็เซ็นไม่ได้รู้ว่าขั้นตอนจริงๆมันมีอะไรเป็นอย่างไร สองปีผ่านไปบอกไม่มีอะไรคืบหน้าเลย รัฐบาลไม่ติดต่อกลับมาเลย คือเงียบ อันนี้บอกได้เลยว่าไม่ปกติแล้วละ เพราะจริงๆ USCIS จะมีจดหมายติดต่อเราเป็นระยะ ไม่ว่าเราจะได้หรือๆไม่ได้ และเราก็สามารถตรวจสอบความคืบหน้าทางอินเตอร์เนตได้ โดยใช้รหัสที่เขาแจ้งมากับจดหมายแจ้งว่าเขาได้รับเอกสารของเราแล้ว หลังจากนั้นก็ยังตามมาด้วยจดหมายแจ้งให้ไปพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูป และจดหมายอื่นๆในกรณีที่เขาต้องการให้เราส่งเอกสารหรือแก้ไขเอกสาร คือไม่มีเงียบไปเฉยๆแน่นอน
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
plew September 7th, 2008
ทำไมคนไทยหลายต่อหลายคนถึงอยากมาอยู่อเมริกา อเมริกาดีกว่าอยู่เมืองไทยจริงหรือไม่ ในแง่ไหน…สำหรับตัวเองมองย้อนหลังกลับไปสองปีก็ไม่ต่างกับหลายๆคน โอ๊ยอยากมามากเลยอเมริกา อยากมาเรียนภาษาอยากมาทำงานหาเงิน สาเหตุหลักๆคงเพราะเบื่อชีวิตอนนั้น เบื่องานที่ทำ เบื่อรายได้ที่มี เบื่อรถติด เบื่ออากาศร้อนๆ สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้อยากมาคือฟังชาวบ้านเขาเล่า โหอเมริกาน่าอยู่ สวย อากาศดี สะอาด สนุก รายได้เยอะ หาเงินได้เดือนเป็นแสนๆ ของช๊อปก็เยอะ เขาบอกเขาไม่อยากกลับเมืองไทย ฟังขนาดนี้ก็อยากม