My Experiences in Americaเล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว ในอเมริกา
I first came to America in March of 2007. I am now living here as a permanent resident. I hope this journal of my American experience will be of use to you. Thank you for your comments and suggestions.
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้ว ถ้าคนที่คิดจะเรียนต่อปริญญาตรีที่ UC หรือ State University ในแคลิฟอเนีย ถ้าเรียนภาษาที่ City College คือ ESL สามารถโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยได้ ซึ่งการสมัครเรียนก็เช่นกันก็ต้องสอบวัดระดับ แต่ข้อสอบจะคนละแบบกันกับแบบเรียนฟรี คือยากกว่านั่นเอง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีสาขาวิชาอื่นๆที่เรียนที่นี่สองปีแล้วโอนหน่วยไปเรียนต่อมหาลัยอีกสองปีเช่นกัน คนที่นี่นิยมเรียนวิชาพื้นฐานที่ College ก่อนแล้วโอนหน่วยกิตไปเรียนอีกสองปีในมหาลัยเพราะว่า ค่าเรียนที่ College มันถูกกว่าเยอะ สำหรับคนที่เป็น Citizen หรือ Green Card ค่าเรียนแค่หน่วยกิตละยี่สิบเหรียญ แต่ถ้าถือวีซ่านักเรียนมาเรียนภาษาที่นี่ อยู่หน่วยกิตละประมาณ 180 เหรียญ
City College ือเป็นสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ราคาถูกและมีหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้มีทักษะในการทำงานเฉพาะทาง รวมทั้งมี Financial Aid สำหรับคนมีรายได้น้อยอีก
คนที่รายได้ครอบครัวรวมต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เรียนฟรีแถมมีเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอื่นๆให้อีกประมาณเดือนละสี่ร้อยเหรียญ มีเพื่อนทั้งคนจีน คนไทยหลายคนที่รู้จักเรียนฟรี และเขาบอกอยู่ได้ก็เพราะได้เงินช่วยเหลือตรงนี้นี่แหละ เราเองอยากได้บ้างแต่หมดสิทธิเพราะรายได้ครอบครัวมันเกินเกณฑ์ขั้นต่ำไปมากแล้ว
สำหรับ State University เช่น San Francisco State University ก็มีหลักสูตรภาษาอังกฤษ ESL หลักสูตรประมาณสามเดือนเช่นกันในหลายหลักสูตรทั้ง TOEFL หรือพวกเขียน อ่าน พูดทั่วๆไป
แต่ราคาแพงคือหลักสูตรละประมาณเกือบสี่พันเหรียญ ตกก็เกินพันเหรียญต่อเดือน ซึ่งมหาลัยอื่นก็ราคาประมาณนี้ ถ้าจะเรียนให้ถูกหน่วยก็ต้องเรียนตามสถาบันสอนภาษาเล็กๆ ทั่วๆไป
มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเช่น Academy of Art University San Francisco ถ้าต้องการมาเรียนต่อปริญญาตรี แต่ไม่มีผล TOEFL ก็สามารถสมัครเรียนได้ โดยมหาลัยนั้นๆมีหลักสูตรภาษาอังกฤษรองรับให้คือมาเรียนภาษากับเขาก่อนปีหนึ่งหรือสั้นกว่านั้น แล้วค่อยเรียนวิชาปกติ หรือเรียนควบคู่กันไป มหาลัยก็ชอบเพราะได้ค่าหน่วยกิตจากเราเพิ่มไปอีก ปกติมหาลัยเอกชนก็แพงกว่ามหาลัยรัฐมากอยู่แล้ว จริงๆถ้าจะเทียบราคา State University ถูกที่สุด รองมาคือ UC และเอกชน แต่จะว่าไป UC ก็ไม่ได้ถูกกว่าเอกชนมากนัก
สำหรับคนที่มีกระตังค์มากหน่อย ชอบของอินเทรนด์ ไม่ตกรุ่น แต่ก็ไม่แพงจับใจไฮโซมากนัก ก็แนะนำ Macy Union Square เลย ที่นี่ก็มีของลดราคาทุกวัน แต่ไม่ถูกเท่าพวก ROSS แต่แน่นอน รวมๆของสวยกว่าหาของง่ายกว่า แต่ก็แพงกว่าชัวร์ ช๊อปที่นี่ก็สนุกเพราะพนักงานไม่ตาม ไม่ยุ่ง เลือกดูเลือกลองตามใจ ไม่มีคนมาตามจุกจิกกวนใจ ยกเว้นเครื่องสำอางซึ่งตามไม่แพ้เมืองไทยเหมือนกัน ที่นี่ก็มีแบรนด์ให้เลือกหลากหลายแยกสองตึก ตึกชาย ตึกหญิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ที่นี่มีร้านอาหารดังคือ Cheese Cake Factory อยู่บนชั้นบนสุดของตึกแผนกสตรี อาหารอร่อย Cake อร่อย แต่คนแน่น บางทีต้องรอคิวนานมาก ราคาไม่แพงมากแต่ก็ไม่ถูก แต่สำหรับคนไทยกินอะไรที่นี่ก็แพงไปหมดอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากกินถูกชั้นใต้ดินตึกเดียวกันก็มีอาหารอร่อย แนะนำพิซ่า อร่อยและไม่แพง …..วันนี้ค้างไว้แค่นี้ก่อน ยังมีอะไรให้เดินช๊อปอีกมากมายในย่านนี้Union Square, one of San Francisco’s main retail and cultural centers, also refers to the actual park bordered by Geary, Powell, Post and Stockton streets. Set aside as a park in 1850 and named before the start of the Civil War as a tribute to the frequent demonstrations in support of the Union troop, the park got a major renovation and restoration in 2002.
นอกจากความแพงแล้วสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยที่นี่คือมีคนจรจัดให้เห็นทั่วไปตามท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณดาวทาวน์และรอบๆดาวทาวน์ ว่ากันว่าย่านที่อันตรายจะอยู่ในโซนตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ถนนที่น่ากลัวที่สุดคือ Sixth Street เนื่องจากมีคนจรจัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนดำ และอาจมีประเภทส่งยาค้ายา รวมอยู่ด้วย ย่านนี้ทั้งสกปรก และน่ากลัว ไม่เหมาะที่คนดีๆจะไปพักอาศัย ส่วนย่านที่น่าอยู่ก็จะเป็นด้านตรงข้ามตะวนตกเฉียงเหนือ ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนจรจัดมากกว่าบ้านเรา บ้านเรายังอยู่กันเป็นจุด แต่ที่นี่มันเยอะ บางทีก็นอน เดินเตร่ตามถนน ตามป้ายรถเมล์ทั่วไป เดินๆอยู่ก็ตะโกนโวยวาย หรือพวกอาการครบสามสิบสองดีแต่เที่ยวเดินขอเศษตังค์ก็เยอะมาก ก็มันส์ดีเหมือนกัน พวกนี้จะเดินลากรถเข็นตามฟุตบาทข้าวของรกรุงรังเต็มรถ มีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อนของแฟนซึ่งเป็นผู้หญิงเดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น เส้นทางที่เธอเดินก็คือถนนมาร์เกต ซึ่งเป็นถนนสายหลักและไม่ใช่ย่านอันตรายแต่อย่างใด ระหว่างทางที่เดินมีชายจรจัดนั่งอยู่ข้างรถเข็นขยะของเขาบนฟุตบาท เธอก็เดินผ่านไปปกติ สักพักชายคนนั้นวิ่งตรงเข้ามาเธอ และต่อยเธอที่ใบหน้าและหน้าท้องจนเธอล้มคว่ำลงไป โดยไม่มีใครเข้ามาช่วย แล้วมันก็วิ่งหนีไป เธอไปทำงานไม่ได้หนึ่งอาทิตย์เพราะตาเขียวช้ำมาก เธอบอกเธอไม่เคยเกลียดคนจรจัดมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่วันนี้เห็นแล้วอยากจะฆ่า ประมาณนั้น ถนนบางสาย บางย่านเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งรวมของคนจรจัด เป็นแหล่งอันตรายที่ไม่ควรผ่านไปถ้าไม่จำเป็นเพราะทั้งอันตราย สกปรก และมันมีย่านแย่ๆแบบนี้หลายจุดซะด้วย สำหรับตัวเองบอกได้เลยว่ามันแย่จริงๆเพราะเคยต้องเดินผ่านบริเวณเหล่านั้น แต่โชคดีมันเป็นเวลากางวันและไม่ได้เดินคนเดียว แต่บอกได้เลยว่าทั้งน่ากลัว ทั้งเหม็น ทั้งสกปรก เคยถามแฟนว่าทำไมที่นี่มีคนจรจัดเยอะจังเขาบอกไม่รู้แต่ที่เท่าที่รู้คนจรจัดเกือบร้อยเปอร์เซ็นคือคนสติไม่ดีอีกส่วนที่เหลือคือโคตรขี้เกียจว่างั้นเหอะ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่มีคนจรจัดอยู่มากซึ่งบางคนก็ไม่ใช่ว่าบ้าหรือพิการแต่ขี้เกียจซะมากกว่า นั่นเป็นเพราะที่นี่ เขาจะมีองค์กรซึ่งส่วนมากเป็นโบสถ์ ซึ่งบริการอาหารฟรี บางที่มีที่อยู่ฟรีด้วยให้กับคนพวกนี้ทุกวัน ดังนั้นเขารู้ว่ายังไงก็ไม่อดตายมาสถานที่ที่บอกมีข้าวกินทุกวัน มีที่ให้นอนอีกต่างหาก งานไม่ต้องทำสบายไป ถ้าใครเคยไปชมภาพยนตร์เรื่อง The persuit of happiness คงพอจะนึกออกนั่นแหละอย่างในหนังเลยละ จริงๆองค์ กรเหล่านั้นวัตถุประสงค์เขาดี คือช่วยเหลือคนยากไร้ตกทุกข์ได้ยาก แต่บางทีของดีมันกลับกลายเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน นอกจากนั้นบางกลุ่มก็ตั้งใจที่จะไม่ทำงานเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ โดยอ้างว่าป่วยทำงานอะไรไม่ได้ทำนองนั้น คนขี้เกียจมีทุกที่ในโลกละค่ะ อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
San Francisco has more shopping carts than Walmart. They are almost always accompanied by homeless people who use the carts to carry around every possession they own. The homeless problem is out of control in San Francisco. This is the dark side of San Francisco. If you haven’t been to SF recently, you should be prepared for this before your visit. The situation is far worse than in most other US cities. The homeless are everywhere in SF - even places that are considered safe areas. Most homeless people, however, are harmless. Some Do and Don’ts: Steer clear of the screamers and yellers. You don’t want to take your chances by messing with them. Use your own judgment in giving handouts. San Franciscans are very opinionated about the homeless problem. Some believe people should not give handouts because it increases the dependency of the homeless, and they won’t hesitate to express their opinion. If you are asked for a handout, whether you decide to give or not, express a kind greeting. All deserve respect and it is only by a stroke of luck that some of us are not out there standing in their shoes (myself included)
San Francisco’s cost of living remains one of the highest in the country, due in part to the tight labor market and the high cost of housing, food and other consumer goods.
It is reported that Bay Area residents possess the third-highest discretionary income in the United States. This is due to the high percentage of an educated work force and the concentration of jobs in high-paying industries.
According to the Association of Bay Area Governments (ABAG), between 2000 and 2020, San Francisco will experience additional growth with an increase in household income by 23 percent - roughly $76,400 to $94,300 annually. ABAG cites the contrasting cities of Oakland, in the East Bay, and Atherton, on the peninsula in the heart of Silicon Valley. The ratio of 1995 average household income in Atherton to that in Oakland was 6 to 1; by 2020, it is projected to widen to 8 to 1. Though the scale is smaller, the pattern is the same between Tiburon, in Marin, and South San Francisco. In 1995, the average income in Tiburon was 2.5 times that of South San Francisco; by 2020 it is projected to grow to 3.5 times.
My Experiences in America เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว ในอเมริกา.
There are 82 Posts and 263 Comments so far.