<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>My Experiences in America</title>
	<atom:link href="http://thaiinamerica.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaiinamerica.com</link>
	<description>เล่าเรื่องอเมริกา ชีวิตคนไทยในอเมริกา วีซ่า การทำงาน การท่องเที่ยว ในอเมริกา</description>
	<pubDate>Mon, 08 Feb 2010 07:06:00 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>เรียนปริญญาโทในอเมริกายากง่ายแค่ไหน</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/how-difficult-to-study-in-the-us/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/how-difficult-to-study-in-the-us/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2010 02:17:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับการเรียน]]></category>

		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยในซานฟร]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนต่ออเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนต่อในซานรานซิ]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนปริญญาโทในซาน]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนปริญญาโทในอเม]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนภาษาอังกฤษในอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=288</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;

เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที 
มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว 
เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
เรียนต่อในอเมริกายาหรือง่ายขนาดไหน เคยเล่าเรื่องนี้ไปคร่าวๆตอนที่ตัวเองเปิดเทอมใหม่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเทอมขึ้นเทอมที่สองแล้วสำหรับการเรียนต่อปริญญาโทในเอมริกา ท้าวความนิดแล้วกันสำหรับคนที่อาจเพิ่งเข้ามาอ่านเราเองเรียนปริญยาโทอยู่ที่ San Francisco State University ในด้าน Instructional Technology ซึ่งคดว่าจะจบในสามเทมอเพราะอัดไปเทอมละสี่ตัว จบเร็วๆจะได้มาห่งานทำเป็นเรื่องเป็นราวซะที </p>
<p>มาว่ากันเรื่องความยากง่ายในการเรียนดีกว่า เทอมที่ผ่านมาเราได้ A ทุกวิชาเกรดเฉลี่ย 4.00 เต็ม โอแม่เจ้าเกิดมาเรียนมาก็เยอะคือจนแก่ขนาดนี้ไม่เคยที่ได้เต็มขนาดนี้ แบบเอทุกวิชาเนี่ยไม่เคยจริงๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างตั้งใจเรียน เรียนโอเคในระดับหนึ่ง แต่ในเมืองไทยเอทุกวิชาหรือ แทบจะเป็นไปไม่ได้ ก็หรูจะแย่ เนี่ยอะไรเนี่ย งงมากๆ แต่ตอนนี้หายงงแล้ว เพราะจริงๆจะบอกว่าไม่ได้เก่งอะไรเลย ธรรมดามากๆ เพียงแต่หลักเกณฑ์ การให้เกรดของที่นี่อาจจะเฉพาะแค่ยูที่เราเรียน ยูอื่นเราไม่แน่ใจมันไม่ได้เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่สาขาที่เราเรียนคนได้เอในแต่ละวิชาเยอะคือจริงๆแล้ว ถ้าเข้าเรียนครบ ส่งงานครบตามกำหนดเวลา ได้มาตรฐานที่เขากำหนด ให้ความร่วมมือคือเดินตามเส้นทางไม่นอกลู่นอกทางแล้วละก็ส่วนมากจะเอกันทั้งนั้น เขาไม่ได้มาเน้นมากว่าใครทำดีกว่าใครมากมาย ใครไอเดียกระฉูดหรือมาตรฐานดูแล้วสูงกว่าไม่ใช่ คือที่ผ่านมายกตัวอย่างเช่นเราเรียนการผลิตและตัดต่อวิดิโอ คืองานออกมาจะเห็นเลยว่าบางคนดีกว่าบางคนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายได้เกรดเท่ากันเพราะส่งงานครบเหมือนกัน มาเรียนครบเหมือนกัน บางคนงานโปรเจคออกมาดีมากกว่าคนอื่นแต่ไม่ค่อยมาเรียนส่งงานสาย ไม่ค่อยร่วมมือก็ไม่ได้เอ ทั้งๆที่จริงๆทักษะดีกว่า ตอนแรกที่เราเริ่มเรียนเราตั้งใจทำงานหนักมาก เพราะอยากให้งานออกมาดีดีกว่ามาตรฐาน แต่สุดท้ายตอนนี้ก็เเริ่มเนื่อยๆเพราะทำดีกว่าเขาก็ได้เอเท่ากันอยู่ดีแหละ จริงๆทำดีดีแล้วมันได้กับตัวเราเองเกรดไม่ใช่จุดหลักใหญ่ ตอนแรกเราก็ทำใจไม่ค่อยได้นิดนึงที่คนที่ทำงานออกมาดูชัดเจนว่าด้อยกว่าเราแต่ได้เกรดเท่ากัน แต่ตอนนี้ชินซะแล้ว </p>
<p>เพราะที่นี่เขามองเรื่องความตั้งใจที่จะเรียนมากกว่าความเก่งที่มีติดตัวมาก่อนหรือพวกพรสวรรค์ คือไม่เก่งแต่พยายาม ตั้งใจก็ได้เกรดดี เราเองเทอมที่ผ่านมาส่งงานตรงตามเวลาส่งก่อนด้วยซ้ำ มาเรียนทุกครั้งไม่เคยขาด ไม่เคยสาย ทำงานมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ยอมรับว่างานเยอะมาก เหมือนจะได้เกรดง่ายๆแต่การที่ลงเรียนสี่ตัวและทำงาน บวกอ่านหนังสือตามเวลาที่กำหนด หนักเอาการคือมันไม่ถึงกับไม่มีเวลากิน นอน เพียงแต่อาจไม่มีเวลาเที่ยวหรือทำอะไรไร้สาระมากนัก จริงๆเทอมละสามตัวจะกำลังดีสบายๆ  ตรงนี้จะต่างกับการเรียนการสอนในบ้านเรา ตัวเรางเองจบโทมาก่อนแล้วจากมหาวิทลัยปิดของรัฐแห่งหนึ่ง การได้เอยากคือคนได้เอน้อยมาก คืออาจารย์จะมองที่ตัวงานที่ส่งจริงๆถึงจะตั้งใจทุ่มเทแต่งานออกมาไม่ดีก็ไม่มีสิทธิได้เอ คือขยันแต่ไม่ค่อยฉลาดจะไม่ค่อยเข้าตากรรมการคืออาจารย์ในเมืองไทย บวกอาจารย์ในเมืองไทย เอาเป็นว่ามหาวิทย่ลัยที่เราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศ อาจารย์แบบไม่ค่อยจะแคร์หรือให้กำลังใจนักศึกษาเท่าไร เน้นโหดซะมากกว่า เวลาให้นักศึกษาก็ไม่ค่อยมีเพราะทำงานนอกซะมากมมาย เรื่องความเป็นกันเองหายาก บางคนก็ดีแต่ส่วนมากไม่ค่อย คือระยะห่างของความเป็นนักเรียน กับอาจารย?ในเมืองไทยมันสูง ตอนเราเรียนโทเมืองไทยกว่าจะได้เอคือยากจริงๆบางวิชาว่าทำดีแล้วตอบดีแล้วยังไม่ได้เลย</p>
<p>แต่ที่นี่ตรงข้าม อาจารย?จะเป็นกันเองมาก ทุ่มเท เตรียมการสอนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่มองว่าการสอนเป็นงานพาร์ตไทม์เพราะเงินเดือนน้อย รู้สักว่าเขารักในอาชีพดี ให้กำลังใจนักศึกษา ไม่เก่งไม่เป็นไรแต่ขอให้สู้เป็นใช้ได้ คือพยายามและมีวินัยในการเรียน ดังนั้นจะถามว่าเรียนโทที่นี่ยากไหมจริงๆแล้วไม่ได้ยากมาก แต่เมื่อเทียบกันเอาเป็นว่าไม่รวมเรื่องอุปสรรคของการใช้ภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าถ้าไม่เดินออกนอกลู่นอกทางจบแน่นอน แต่งานจะเยอะกว่าเรียนเมืองไทยอันนี้เทียบเท่าที่เราเคยผ่านมาที่นี่จะมีงานทุกอาทิตย์ ไม่รวมหนังสือที่ต้องอ่าน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อจะได้มีอะไรในหัวมาคุยมาพูดในห้อง เพราอเมริกาเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากๆ ดังนั้นถ้าไม่อ่านมาก็แย่ คือคนไทยภาษาก็สู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอะไรในหัวยิ่งจบ เฉพาะนั้นตลอดภาคเรียนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ผิดกับเมืองไทบที่อาจมีงานไม่กี่ชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆตอนใกล้ปิเทอมอะไรประมาณนั้น แต่ที่นี่มีชิ้นล็กทุกครั้งบวกชิ้นใหญ่อีกต่างห่าง </p>
<p>มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนกลัวในการมาเรียนเมืองนอกคือเรื่องภาษาอังกฤษบ้าง เท่าที่ผ่านมาเราว่าไม่ได้ถึกับยากมากอย่างที่เรากลัว แรกๆอาจเกร็งๆบ้างแต่นานๆไปจะดีขึ้นตามลำดับทั้งการฟังและพูด อ่านและเขียนก็เช่นกัน อ่านตำราภาษาอังกฤษเล่มใหญ่แรกๆจะอ่านช้ามาก อ่นซ้ำๆแล้วซ้ำอีก แต่ตอนนี้แค่เทอมเดียวเองชินแล้วอ่านเร็วแล้ว ไม่รู้สึกว่าต่างกับการอ่านหนังสือภาษาไทยเท่าไรเลย เริ่มเหมือนกับอ่านภาษาไทยแล้วละ การเขีบนก็เช่นกันอ่านบ่อยๆฟังบ่อยๆจะช่วยเรื่องสำนวนการเขียนได้มาก จริงๆแล้วการมาเรียนปริญญาโทหรือเรียนอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยให้ทักษะทางภาษาพัฒนาเร็วกว่าการไปเรียนครอ์สภาษาอังกฤษธรรมดาด้วยซ้ำเพราะเราจะมีจุดมหายชัดเจนว่าต้องการเขียนอะไร อ่านอะไร เนื้อหาที่อ่านก็มากกว่าและหลากหลายมากกว่า บวกเป็นการใช้ภาษาในการสื่อสารแบบที่เขาจะไม่มามองว่าเราเป็นนักเรียนมาเรียนภาษาอังกฤษหรือมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เค้าจะพูดเร็วปกติมันจะทำให้เราต้องบังคับตัวเองให้ฟังและสื่อสารกับเขาให้ได้ เราเองเห็นพัฒนาการด้านภาษาของตัวเองชัดเจนจากที่เคยเรียนภาษาแบบเรียนภาษจริงๆที่ครูก็มองว่าเราเป็นคนต่างชาติ ความเร็วหรือสำนวนต่างๆจะต่างกันบ้างกับเวลาที่ฝรั่งเค้าคุยกันจริงๆ บวกการเรียนปริญญาโทการเขียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะงานเขียนส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการทำให้เราต้องระวังในการใช้ภาษา รวมทั้งแกรมม่า การสะกด เครื่องหมายวรรคตอนอะไรต่างๆมากมายขึ้น ศัพท์แสงจะใช้แบบพื้นๆบ้่นๆตลอดไปก็ไม่ดีไม่เหมาะกับคนที่เรียนปริญญาโท มันบังคับให้เราต้องใช้ความพยายามมากขึ้นซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเราดีขึ้นมากในเวลาแค่ไม่กี่เดือน สรุปคือภาษาอังกฤษไม่ได้ใช่อุปสรรรคแต่ก็แนะนำว่าเตรียมตัวคือพยายามให้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ก่นมาเรียนจะได้ไม่เครียดมากเกินไป แนะนำให้มี Longman Dic ไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็น dictionary ที่ดีมาก ช่วยเรื่องการเขียนได้มากทีเดียว</p>
<p>รวมๆเรียนต่อปริญญาโท หรือตรี หรือเอกในอเมริกาก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเรียนในเมืองไทยมากนัก อาจต้องปรับตัวในตอนแรกๆบ้างถ้าขยันเอาใจใส่ไม่เกินความสามารถ ขอย้ำว่าคนไทยเราเก่งไม่แพ้ฝรั่ง ไม่แพ้จริง ๆฝรั่งไม่ใช่จะเก่งจะฉลาดทุกคน โอเคเรื่องภาษาเราอาจสู้เขาไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องความคิดอะไรอื่นๆเราสู้ได้สบายๆ เราพิสูจน์มาแล้ว หลายๆวิชาเราทำได้กว่ากว่าเพื่อนฝรั่งอีก สาขาที่เราเรียนเคยมีคนไทยเราไม่รู้จักมาเรียนแล้วก็หายไป คือเรียนไม่จบไม่รู้ว่าเหตุผลอะไร เราต้องทำให้เขาเห็นว่าคนไทยไม่เหมือนกันทุกคน ที่เก่งและมีความรับผิดชอบมีอยู่มากมาย สุดท้ายเรียนที่ไหนก้แล้วแต่อย่าลืมช่วยกันเอาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเรา ประเทศเขามันไปไกลแล้ว (เริ่มถดถอย) เอ้าคนไทยสู้ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/how-difficult-to-study-in-the-us/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Times Square Countdown to 2010</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/times-square-countdown-to-2010/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/times-square-countdown-to-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 18:00:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[เคาท์ดาวน์]]></category>

		<category><![CDATA[เคาท์ดาวน์ นิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[เคาท์ดาวไทม์แสควร์]]></category>

		<category><![CDATA[เที่ยวนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[ไทม์แสควร์]]></category>

		<category><![CDATA[ไทม์แสควร์ นิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[count down time square NY]]></category>

		<category><![CDATA[countdown NY]]></category>

		<category><![CDATA[countdown time square]]></category>

		<category><![CDATA[countdown2009]]></category>

		<category><![CDATA[countdown2010]]></category>

		<category><![CDATA[New York City]]></category>

		<category><![CDATA[New York countdown]]></category>

		<category><![CDATA[Time square countdown]]></category>

		<category><![CDATA[times square countdown to 2010]]></category>

		<category><![CDATA[times suares]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=287</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;


เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ
จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร  วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/j7PqvC3kORo&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/j7PqvC3kORo&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object><br />
เรื่องนิวยอร์กยังไม่จบมาเล่าต่อ ตอนนี้ถือเป็นช็อตเด็ดสุดสำหรับการไปทัวร์นิวยอร์กครั้งนี้ (ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย) คือการไปนับถอยหลังสู่่ปี 2010 หรือ Times Square Countdown to 2010 นั่นเอง จริงๆแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ตอนแรกที่จะไปนิวยอร์กตั้งใจว่าจะทำและอยากจะมีประสบการณ์ แหมทุกปีตั้งแต่อยู่เมืองไทยสิ้นปี ปีใหมทีไรทีวีทุกช่องจะต้องมีข่าว มีภาพการ countdown ที่ไทม์แสควร์ทุกปี ดูทุกปีไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ไปอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นกับเขาด้วย แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดต้องบอกเลยว่าให้ไปอีกไม่เอาแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอจริงๆ</p>
<p>จริงๆก่อนไปบอกเพื่อนที่เคยอยู่นิวยอร์กมาก่อนและเคยไปเาท์ดาวน์มาก่อนบอกว่าเออปีนี้จะไปนะ เพื่อนบอกคิดดีแล้วเหรอ เพื่อนบอกมันทำมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่คิดจะไปอีกในชีวิตนี้ เราก็โหมันจะขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ฟังๆแต่ในใจฉันเอานแน่ละ เราไปถึงนิวยอร์กวันที่ 30 ก็วันหนึ่งก่อนเคาท์ดาวน์ เพื่อนแฟนที่ทำงานอยู่ NBC New York ก็เตือนอีกแล้วว่าจะไปจริงหรือ ถ้าจะไปต้องไปแต่วันคือบ่ายสามโมงก็ต้องไปได้แล้ว จริงๆก็เหมือนที่เพื่อนเราบอกว่าต้องไปตั้งแต่วันๆเลย บางคนไปแต่เช้าด้วยซ้ำไปจองที่ แต่เรากับแฟนก็แบบว่าฟังๆก็ไม่ได้อะไร ประมาณไมค่อยเชื่อเท่าไร  วันที่ 31 เพื่อนแฟนที่อยู่ NBC ก็โทรมาตอนสามโมงเย็นถามว่าเราอยู่ไหน เรายังอยู่โรงแรมอยู่เลย เขาบอกถ้าจะเคาท์ดาวน์ต้องออกไปได้แล้วเพราะตำรวจจะปิดถนนบริเวณงานช่วงบ่ายๆสี่ ห้าโมงนี่แหละแล้วจะเข้าไม่ได้ เรากับแฟนก็ฟังแต่ก็ยังโอ้เอ้ ออกไปก็ห้าโมงกว่าๆ ประกอบกับเป็นช่วงหน้าหนาวห้าโมงเย็นก็มึดเหมือนสามทุ่มแล้ว จริงๆแล้วบริเวณที่จัดงานคือเวทีหลักนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเราเลย แต่มองไม่เห็นเพราะตึกเยอะบังหมด เวทีจะอยู่ช่วงถนน 7ave.    ตัดกับ 42 -43 ave. เราพักอยู่ 6 ave and 46ave.ก็เดินไปปรากฎว่าตำรวจกั้นไปไม่เข้าไม่ให้เข้าจริงๆ เราก็ต้องเดินไปบล็อกต่อไปก็ปิดอีก คนก็โวยวาย ส่วนใหญ่ก็นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นที่ตั้งใจมาเคาท์ดาวน์ แต่พูดยังไงตำรวจก็ไม่ให้เข้า ทำได้คือเดินลงไปเรื่อย ตำรวจบอกต้องลองเดินไปเรื่อยๆคือไกลจากเวทีออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอบล็อกที่ยังเปิดอยู่ เพราะเขาจะไล่ปิดเป็นบล็อกๆไตั้งแต่ตรงที่ใกล้เวทีลงมา คือเพื่อไม่ให้แต่และบล็อกถนนมีคนแน่นจนเกินไปที่รักษาความปลอดภัย</p>
<p>เราเดินตามฝูงชนจนมาบล็อกที่ 53 ave. ซึ่งก็เหมือนจะกั้นแต่คนก็เดินเข้ามาได้ตำรวจไม่ได้ว่าอะไร ก็เป็นอันว่าผ่านเข้าได้ พอถึงเส้นที่เป็นเส้นที่จัดงาน ทั้งที่ก็ห่างจากเวทีมาประมาณสิบบล็อกได้ ก็มีด่านตำรวจอีกคือเส้นนั้นคือเส้นกลางทั้งเส้นจะมีเหล็กกั้นตลอดแนวเลย แต่ละบล็อกก็จะมีตำรวจตรวจ ถ้ามีกระเป๋าเป๋นี่ไม่ให้เข้าเลย พอเข้าไปได้คือตรงกลางถนนเลยเขาปิดถนนนั้นตลอดสาย คนแน่นมากขนาดไกลจากเวทีมากพอควร ตอนนั้นหนาวและฝนตกพรำ่ตลอด เราก็ยืนสักพักดูนาฬิกา โหต้องยืนคนแน่นๆอย่าวนี้อีกเกือบแปดชั่วโมงไม่ไหวะมั้ง เพราะมันหนาวและคือยืนจริงๆของกิน น้ำอะไรไม่ได้เอาติดมาเลย ยืนประมาณครึ่งชั่วโมงเริ่มมีคนที่ถอดใจเบียดแทรกๆออกมา หลายกลุ่ม เพราะมันไม่มีอะไรจะทำยืนจริงๆไม่ได้ยินอะไรจากเวทีเลย เห็นไกลๆ ไม่มีทีวีจอใหญ่อะไรให้ดู คือคนก็พยายามสรา้งบรรยากาศกันเอง เรากับฟนก็เออแปดชั่ว​โมงมันไม่ไหวแน่ๆนานเกินไปยืนกันตายเลย เลยตัดสินใจเบียดออกมาพร้อมกับอีกกลุ่มเราก็ตามน้ำมาด้วย</p>
<p>ตัดสินใจถูกที่เดินออกมาเพราะมันอีกชั่วโมงกว่าจะถึงเวลา เลยมานั่งกินข้าวร้านแถวนั้น จริงๆตำรวจกั้นทุกจุดแต่ถ้าบอกโอเคไปกินข้าวร้านนั้นตรงหรือมีข้ออ้างอื่นๆเขาก็จะให้เข้า ร้านอาหารแน่นมากๆถึงมากที่สุดเพราะหลายคนเหมือนกันคือมานั่งฆ่าเวลารอเวลา อาหารก็แพงมากๆ อีกร้ายแค่ช๊อกกาแลตร้อนไม่อร่อยเลยห้าเหรียญคิดว่าบวกราคาเฉพาะวันนี้ไปด้วย กินฏฆ่าเวลาก็แล้วก็ยังเหลืออีกหกชั่วโมงนั่งต่อก็น่าเกลียดเพราะอาหารก็หมดแล้ว เดินออกมาแต่มาเดินตรงฟุตบาทไม่ใช่ตรงกลางถนนที่ปิดนน ดีกว่ามากที่ยืนรอตรงฟุตบาทเเพราะหลบฝนตามชายคาตึกหน้าโรงแรมได้ เพราะฝนก็ยังตกตลอดเวลาจริงๆ ดูคนที่อยู่ตรงกลางถนนที่มีเหล็กกั้นก็สงสารเพราะยืนกางร่มหรือไม่ก็ตากฝนรอกันนานหลายชั่วโมง คนก็แน่นอะไรให้ดูก็ไม่มีเพราะมันห่างเวทีเกินไป  เราเองถึงยืนตรงฟุตบาทหลบฝนหน้าโรงแรมแต่ยืนรวมๆหกชั่วโมงทั้งหนาวทั้งเมื่อย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือคนรอบๆตัวพูดภาษาอื่นๆมากกว่าภาษาอังกฤษ คือนักท่องเที่ยวทั้งนั้น คนในท้องที่ไม่มีใครเขามาหรอก คนรัสเซียเยอะมากๆ สรุปคือรอกับรอแล้วก็รอจนนั่นแหละ เริ่มนับถอยหลังนาทีสุดท้าย คราวนี้ทุกคนก็ไม่กลัวฝนแล้วออกมาจากชายคามาร่วมนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง หลังจากนั้นลูกบอลก็ดรอปลงมาที่ตัวเลข ธรรมเนียมคือเขาก็จะจูบกันอะไรประมาณนั้น เสียงกรี๊ดดังสนั่น แล้วก็แค่นั้นจริงๆรอมาหกชั่วโมงเพื่อรอดูแค่เสี้ยวนาที ถึงบอกว่าไม่เอาอีกแล้ว ดูทีวีอยู่บ้านเห็นเยอะกว่าอีกแต่ก็นั่นแหละนะ เราว่าตอนเสร็จแล้วเดินกลับโรงแรมน่าจะเป็นจุดที่สนุกที่สุดเพราะทุกคนดูมีความสุขทักทายกันสวัสดีปีใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก ตำรวจก็ยิ้มทั้งๆที่ทำงานมาหนักทั้งคืน คนเดินควักไขว่ตลอดเส้นทาง ร้านขายอาหารริมถนนก็ขายดิบขายดี เอ้าจบแล้ว จบดื้อๆอย่างนี้แหละ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/times-square-countdown-to-2010/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ทัวร์เทพีเสรีภาพ: Inside The Statue of Liberty,NY</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/statue-of-liberty/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/statue-of-liberty/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 18:39:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[ข้างในเทพีเสรีภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ทัวร์เทพีเสรีภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[นิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[ปีนมงกุฏเทพีเสรีภา]]></category>

		<category><![CDATA[ภายในเทวีเสรีภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สถานที่ท่องเที่ยวใ]]></category>

		<category><![CDATA[เทพีเสรีภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เที่ยวนิวยอร์ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=286</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;


พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty&#8217;s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty
เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่  6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้  สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ 
เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/gi-YTyFBd8o&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/gi-YTyFBd8o&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object><br />
พาเที่ยวนิวยอร์กต่อค่ะ วันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างที่ต้องไปเยี่ยมชมใน New York จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ต้องไปชมเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty และถ้าจะให้สุดยอดก็คือต้องเข้าไปดูข้างในตัวเทพีและปีนไปชมวิวที่มงกุฎเทพีเสรีภาพ Climb to the Liberty&#8217;s crown ซึ่งปกติในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดมากๆที่สามารถปีนให้ขึ้นถึงมงกุฎได้ และก็ไม่ใช่จะเปิดให้ปีนหรือไต่บันได้เข้าไปดูตับไตไส้ผุงของเทพีเสรีภาพได้ทุกวัน บางช่วงที่ปิดก็มีบ่อยๆทีเดียว ว่าแล้วเราก็เป็นผู้โชคดี รึป่าวนะ ที่ได้มีโอกาสปีนไปสู่สุดที่เกือบสูงสุดในเทพีเสรีภาพ Statue of Liberty</p>
<p>เราสองคนจองตั๋วเพื่อเข้าชมภายในและปีนขึ้นไปตรงมงกูฎของเทพีล่วงหน้าสองเดือน ได้คิวมาวันที่  6 มกราคม ค่าตั๋วคนละประมาณ $25 โทษทีจำไม่ได้แน่แต่อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆนี่แหละ ก็จองทางอินเตอร์เนต ค่าตั๋วรวมผ่านขึ้นไปถึงมงกุฎและรวมค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับจากแมนฮัตตันไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island คือเกาะนั้นก็มีเธออยู่คนเดียวนี่แหละ คือมีเทพีและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านขายของ ก็แค่เกาะเล็กๆ ใช้เวลาเดินทางข้ามเรือรวมๆประมาณสิบถึงสิบห้านาทีได้  สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปที่ต้องการแค่ข้ามเรือมาถ่ายรูปมาพิพิธภัณฑ์นั้นมาได้ตามปกติไม่ต้องจอง แต่ถ้าจะเข้ามาดูภายในตัวเทพีและปีนไปตรงมงกุฎตรงนี้ต้องจองอย่างที่บอกเป็นเดือนๆ </p>
<p>เราพักโรงแรมในย่านไทม์แสควร์การเดินทางไปขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะเสรีภาพ Liberty Island ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี South Ferry ออกจากสถานีก็จะเห็นเลยว่ามันประมาณริมน้ำก็จะเห็นเรือจอดชัดเจน เดินทางไม่ยาก แต่จุดที่ต้องบอกคือตอนนี้มาเที่ยวนิวยอร์กไปที่ไหนที่ไหนก็ต้องผ่านจุดตรวจ เครื่องแสกน x-ray ทุกที่ ดังนั้นแนะนำว่าเดินทางไปพวกสถานที่สำคัญต่างๆไม่มีเป๋หรือกระเป๋าอะไรจะดีที่สุด จะผ่านเร็วกว่า ตอนไปดูเทพีนี่ขอบอกว่ารำคาญมากๆ เพราะตอนแค่จะไปขึ้นเรือก็ผ่่านด่านตรวจ ด่านเอ็กซเรย์กระเป๋าหนึ่งจุด พอไปถึงที่เกาะจะเข้าไปเอาแค่คนที่จะไปดูแค่ฐานในส่วนพิพิธภัณฑ์นี่ก็ต้องผ่านเครืองแสกนอีกจุด ที่สำคัญคือเขาห้ามไม่ให้มีกระเป๋าใดๆเด็ดขาดถึงจะเป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กๆก็ไม่ได้ ต้องใส่ล็อกเกอร์ซึ่งก็เสียเงินด้วยหนึ่งเหรียญ สำหรับคนที่มีตั๋วปีนขึ้นไปถึงมงกุฎยิ่งเข้มงวดหนักห้ามแม้กระทั่งะเอากระเป๋าสตางค์อะไรติดตัวมาเลย ห้ามมีเหรียญมีอะไรในกระเป๋าเสื้อหรือกางเกง และก็ต้องใส่ริสแบนด์ด้วย บอกตรงๆว่าเที่ยวนิวยอร์กครั้งนี้แอบหงุดหงิดบ้างเพราะมันตรวจทุกที่จริงๆต้องถอดแจ๊คเกตเปิดกระเป๋าให้ดูตลอด ซึ่งทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีกในการเที่ยวชมแต่ละที่ เพราะคนก็เยอะอยู่แล้ว</p>
<p>วันที่เราไปหนาวมากลมแรง แต่วิวสวยแค่รอบๆเกาะก็สวยแล้ว เพราะมองข้ามฝั่งไปแมนฮัตตันจะได้ซิตี้วิว พาโนรามิคของแมนฮัตตันสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ อย่างที่บอกว่ามันหนาวมากๆเราก็ใส่แจ๊คเกตอย่างหนา แล้วก็ใส่เข้าไปปีนเทพีด้วย ทั้งหมดจนถึงมงกุฎต้องเดินเท้าคือเดินบันไดรวมทั้งสิ้น 354 ขั้น ไม่มีลิฟให้ใช้คือเขามีลิฟละแต่เขาไม่ให้เราใช้้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ข้างในตัวเทพีก็คือมืดๆ เริ่มแรกบันไดก็ยังปกติดีไม่แคบมาก แต่ขอบอกว่าแค่ฐานก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แต่พอผ่านฐานขึ้นมาแทบลมจับเพราะว่าคราวนี้เป็นบันไดวนและแคบมากๆคือพอแค่คนเดียวคือเรียงหนึ่งเท่านั้น คนอ้วนๆนี่ลำบากเลยแถมวนอีก เราบอกตรงๆเราเป็นคนที่เกลียดบันไดวนมาก กลัวด้วยยิ่งสูงๆแคบๆนี่ยิ่งกลัว แต่ก็ทำไงได้มาถึงขนาดนี้แล้วใจจริงอยากถอยมากเพราะกลัวบันไดวนเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งใกล้จุดสูงสุดบันไดก็ยิ่งแคบลงมาอีก ทรมานมาก เราเข้าใจเลยว่าทำไมเค้าไม่อนุญาตให้มีกระเป๋าติดตัวมาหรือเหรียญอะไรพวกนี้เพราะเรื่องความปลอดภัยและความสะดวกในการปีนบันไดที่แคบมากๆนี่เอง ขนาดเราใส่แจ๊คเก็ตมาด้วยเราว่ามันยังทำให้ลำบากเลยเพราะทำให้ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเดินไปพักๆหยุดๆก็ได้แต่ว่ามันก็แคบนะจะหยุดก็ยังไงเนี่ย </p>
<p>พอถึงจุดตรงมงกุฎก็จะเป็นจุดชมวิวที่เป็นเหมือนหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวสวยมาก แต่ว่ามันแค่นั้นแหละ เดินแทบแย่กลัวก็กลัวตอนลงก็บันได้แคบๆเหมือนเดิมอีกแล้ววนด้วย แต่นะนี่สัญลักษณ์ของอเมริกาเชี่ยวนะถือว่าเรามาถึงนิวยอร์กแน่ๆแล้วเอาไปโม้ได้ หลายคนอาจสงสัยว่าตรงมงกุฎนี่มันยังไม่สูงสุดนี่ต้องคบเพลิงสิถึงจะเป็นจุดสูงสุด ใช่แล้วแต่ตรงแขนที่ถือคบเพลิงเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น และยิ่งแคบเข้าไปอีกคราวนี้เป็นบันไดลิงเลยละ ให้ขึ้นเราก็คงไม่ขึ้นละแค่นี้ก็ลมแทบจับแล้ว เอาเป็นว่าดูวิดีโอจะได้พอเห็นภาพ ใช้ความพยายามในการถ่ายมากเพราะแค่เดินก็จะแย่แล้ว สุดท้ายขอเตือนใครไปนิวยอร์กถ้ากลัวความสูง ไม่ชอบที่แคบ สุขภาพไม่ดีเท่าไร ก็อย่าไปปีนมันเลย เพราะจริงๆวิวข้างนอกก็สวยอยู่แล้วค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/statue-of-liberty/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>รถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก New York Subway</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/new-york-subway/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/new-york-subway/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 02:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[การเดินทางในนิวยอร]]></category>

		<category><![CDATA[ตั๋วรถไฟนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[นั่งรถไฟใต้ดินในนิ]]></category>

		<category><![CDATA[รถไฟใต้ดินในนิวยอร]]></category>

		<category><![CDATA[how to buy sub way ticket]]></category>

		<category><![CDATA[New York]]></category>

		<category><![CDATA[New york subway]]></category>

		<category><![CDATA[NY subway]]></category>

		<category><![CDATA[subway ticket]]></category>

		<category><![CDATA[train in New York]]></category>

		<category><![CDATA[TRansportation in new york]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=285</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;


มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side
สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ http://www.mta.info/ ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น  ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ
ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/_3HyMg64onY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/_3HyMg64onY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>มาเล่าเรื่องไปเที่ยวนิวยอร์กให้ฟังต่อ วันนี้มาเรื่องของรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก MTA New York City Subway บ้างดีกว่า อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการเดินทางในนิวยอร์กโดยเฉพาะในแมนฮัตตันสะดวกมากๆเพราะมีรถไฟใต้ดินไปถึงทุกที่ แฮะเราเองก็แค่นักท่องเที่ยวจากที่เที่ยวๆในนิวยอร์กมาสิบวันก็ด้ไนั่งรถไฟใต้ดินสี่ห้าเที่ยว เพราะว่าโรงแรมดันยอุ๋ใจกลางเลยใช้เดินสะมากกว่า แต่ก็ได้นั่งรถไฟใต้ดินจากบริเวณไทม์แสควร์ไปสะพานบรู๊คลิน,ไปต่อเรือเฟอร์รี่ไปเกาะเทพีเสรีภาพและก็นั่งไปทานข้าว ไปดูหนังย่าน West Side</p>
<p>สถานนีรถไฟใต้ดินที่นี่ถี่ดีมากๆคือเกือบทุกๆสองสามบล็อกเลยละมั้ง ในฐานะที่เราไม่ใช่คนท้องที่เราคิดว่าการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กไม่ได้ยากอะไร ถึงแม้ว่าจะมีหลายสายมาก จำไม่ได้ตั้งแต่ บางจุดอาจต้องลงและเปลี่ยนรถแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป รวมทั้งสามารถตรวจสอบเส้นทางได้จากอินเตอร์เนตง่ายๆ <a href="http://www.mta.info/">http://www.mta.info/</a> ราคาตั๋วคือเที่ยวเดียวเที่ยวละ $2.25 ตั๋ววัน $8 ถ้านั่งเยอะๆเที่ยวเยอะๆซื้อตั๋ววันดีกว่าคุ้มกว่า และไ่ต้องเสียเวลาต่อคิดซื้อตั๋วที่เครื่อง นอกจากนั้นก็พวกบัตรเติมเงิน ตั๋วเดือนสำหรับคนที่อยู่ที่นั่นเพราะถูกกว่าและไม่ต้องเสียเวลาซื้อทุกวัน เพื่อนฝรั่งที่อยู่นิวยอร์กบอกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีตั๋วแบบเที่ยวเดียวที่เราซื้อเพราะซื้อแบบบัตรเติมเงินตลอด การซื้อตั๋วที่เครื่องหน้าสถานีใช้เวลาพอสมควร มาว่าเรืื่องการซื้อตั๋วดีกว่าเพราะต้องซื้อจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น ซึ่งใช้เวลายุ่งยากนิดหน่อย เพราะหลายๆเครื่องที่เจอรวนๆ โดยเฉพาะถ้าใช้การ์ดหรือบัตรเครดิต เดบิตรูด เพราะเครื่องไม่อ่านบัตรซะงั้น ไม่ใช่บัตรเราคนเดียวคนอื่นก็เป็น  ใช้เงินสดจะดีกว่า แต่พอดีเราไม่มีเหรียญไม่มีแบงค์พอเลยใช้บัตรเครดิต เครื่องจ่ายตั๋วบางเครื่องรับแต่เหรียญและบัตร ถ้าใครส่งสัยว่าซื้อตั๋วยากไหม ลองดูในวิดีโอได้เลยค่ะ</p>
<p>ข้อควรระวังในการใช้รถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนอกจากต้องเลือกเส้นทางให้ถูกต้อง สายให้ถูกต้องแล้วต้องดูด้วยว่าบางขบวนเป็นรถด่วน Express train ซึ่งจอดแค่บางสถานี สถานีที่ต้องการลงอาจไม่จอดแล้วต้องเลยไปไกลเลย ต้องระวัง แต่ทุกๆสถานีก็จะมีการประกาศก่อนเสอมว่าสถานีต่อไปเป็นสถานีอะไร ทรานเฟอร์ไปสายไหนๆอะไรได้หรือไม่ก็ถือว่าไม่ได้ยากลำบากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่โดยรวมๆในรถก็ถือว่าโอเคถึงแม้จะเก่าแต่ก็ไม่ได้สกปรกมากมาย ดูสะอาดกว่าซานฟรานซิสโกซะอีก สถานีส่วนมากก็เก่าๆ บางสถานีที่คนน้อยๆก็ดูน่ากลัวพอสมควร เพราะมันเงียบแล้วก็ดูแบบสกปรกๆ ทำให้อดคิดถึงพวกหนังฆาตกรรมหรือประเภทที่ฆ่ากันในสถานีรถไฟหรือในรถในรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กขึ้นมาทันที แล้วมันก็มีหนังประเภทที่เกี่ยวกับความอันตรายของรถใต้ดินอยู่หลายเรื่องนี่นา ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมียามหรือตำรวจคอยดูแลตามสถานีเลย นอกจากสถานีหลักๆใหญ่อย่าง Grand Station,NY</p>
<p>มีวันหนึ่งนั่งรถไฟก็ประมาณเย็นๆคนน้อยมากในโบกี้ที่เรานั่งมีเรากับแฟนและก็ผู้ชายอีกคนดูน่ากลัว เราว่าโอกาศที่จะเกิดเหตุการไม่ดีก็เป็นไปได้ทีเดียวเพราะบางขบวนหลายโบกี่มากและมันก็เงียบมากๆ ไม่อยากคิด แต่จริงแล้วก็คงไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นบ่อยๆแบบในหนังหรอกมั้ง แต่สรุปแล้วรวมๆก็สะดวก รวดเร็วดี วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วจะกลับมาเล่าเรื่องราวส่วนอื่นๆของนิวยอร์กในตอนต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/new-york-subway/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>พาเที่ยวนิวยอร์ก Trip To New York</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/trip-to-new-york/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/trip-to-new-york/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 02:57:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[Attractions in New York]]></category>

		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายในนิวยอร]]></category>

		<category><![CDATA[ท่องเที่ยวนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[นิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[สถานที่ท่องเที่ยวใ]]></category>

		<category><![CDATA[อากาศในนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารในนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[เที่ยวนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[โรงแรมในนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[ไปนิวยอร์ก]]></category>

		<category><![CDATA[Go to New York]]></category>

		<category><![CDATA[Hotel in New York]]></category>

		<category><![CDATA[Manhattan]]></category>

		<category><![CDATA[New York]]></category>

		<category><![CDATA[New York City]]></category>

		<category><![CDATA[NY]]></category>

		<category><![CDATA[times square]]></category>

		<category><![CDATA[times square countdown to 2010]]></category>

		<category><![CDATA[travel in New York]]></category>

		<category><![CDATA[Trip to New York]]></category>

		<category><![CDATA[Weather in New York]]></category>

		<category><![CDATA[winter in New York]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=284</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;


วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า
ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/yJsrPJkGThU&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/yJsrPJkGThU&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>วันนี้จะพาไปเที่ยวนิวยอร์ก New York, USA.ค่ะ เพิ่งมีโอกาศได้ไปเยือนมหานครแห่งสีสัน เมื่อวันที่ ธันวาคม ที่ผ่านมา ฉ็อดเด็ดคือ Countdown at Times Square,NY เพราะเคยแต่ดูทีวีทุกปีฝันว่าจะได้ร่วมสักครั้ง ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ขอครั้งเดียวในีวิตพอไม่เอาอีกแล้ว เข็ดค่ะ สำหรับวันนี้เอาภาพรวมๆของนิวยอร์กกันก่อนดีกว่าจริงๆแล้วนิวยอร์กซิตี้ กินพื้นที่กว้างพอสมควรแต่สว่นที่เป็นสีสันสำหรับนักท่องเที่ยว Manhattan เพราะมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแต่อยู่ในแมนฮัตตันแทบทั้งนั้น เข้าเรื่องดีกว่า</p>
<p>ทริปนี้เรานั่งรถไฟจากวอชิงตันดีซี Washington,DC คือรถไฟแอมแทรค Amtrak Trainเ ข้ามานิวยอร์ก ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง ตั๋วแพงเอาการทีเดียวขนาดแค่ชั้นธรรมดาตกคนละ $128 แต่รวมนั่งสบายไม่อึดอัด ข้อดีกว่าการนั่งเครื่องบินคือได้ผ่านเมือง รัฐต่างๆระหว่างทางจากดีซีมานิวยอร์ก เช่น ฟิลาเดลเฟีย นิวเจอร์ซี่ และอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว รถไฟจะมาหยุดที่สถานนีเพนท์ Penn Station,NY ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทม์แสควร์ Times Square,NY คือประมาณสิบบล็อกได้ โรงแรมที่เราจองไว้อยุ่ในย่าน Time Square นี่แหละ เราก็เดินลากกระเป๋ามาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมก็สบายๆไม่ได้ไกลมากมาย แต่คนเยอะมากเพราะมาถึงวันที่สามสิบ ธัันวาคม ซึ่งมันเป็นช่วงใกล้ปีใหม่และCountdown 2010 ก็อย่างที่รู้ว่าเคาท์ดาวน์ที่ไทมน์แสควนิวยอร์กนี่คือสุดยอดของโลกแรก (ไม่รู้ทำไม) แว็ปแรกที่สัมผัสนิวยอร์กคือเอออลังการดีเพราะตึกเยอะมาก คนเยอะมากร้านค้าตลอดแนว แสงไฟจากป้ายโฆษณาวู๊ปว๊าปไปหมด ตื่นเต้น พอมาถึงไทม์แสควร์ยิ่งว้าวเลย  ป้ายโฆษณาสีสันตระการตาจริงๆ </p>
<p>โรงแรมที่เราพักชื่อ Apple Core Times Square Hotel ที่จองโรงแรมนี้เพราะทำเลดีอยู่ใกล้จุดสำคัญๆ ดังๆ สองบล็อกจากใจกลางไทม์แสควร์ สองบล็อกจาก Rockefeller Center ไม่ไกลจาก Grand Station, Central park แหล่งช๊อปและของกิน ราคาห้องอยู่ที่เฉลี่ยต่อคืนเพราะคืนเคาท์ดาวน์แพงกว่าปกติ ขนาดเราจองล่วงหน้าเดือนกว่า สองเดือนยังเกือบหาห้องไม่ได้โรงแรมเต็มหมด ที่ไม่เต็มบางทีก็แพงมากๆห้าร้อยกว่าเหรียญขึ้น โชคดีที่ได้ที่นี่ สภาพโรงแรมรวมๆก็ไม่ได้ดีอะไร เก่า เสียงจากคนข้างห้องได้ยินถึงกันหมด นอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินคนข้างห้องและข้างบนตลอด แถมควันบุหรี่อีกขนาดเป็นโรงแรมที่ห้ามสูบบุหรี่นะเนี่ยแต่กลิ่นนี่คลุ้งเลย ดังนั้นถ้ามีทางเลือกอื่นก็ไม่แนะนำที่นี่ค่ะ ถึงแม้ทำเลจะดีสุดยอดก้เหอะ คือโรงแรมค่อนข้างห่วยว่างั้นเหอะ แต่เราตอนนั้นไม่มีทางเลือก</p>
<p>อาหารการกินที่นี่แพง ถ้าเทียบกับซานฟรานซิสโกคือทุกอย่างแพงกว่าประมาณเหรียญ สองเหรียญ วันแรกเรามาถึงกินไก่ปิ้งรถเข็นริมถนนเป็นอาหารอิสลามไม้ละเจ็ดเหรียญ แพงขนาดแค่ของริมถนนนะเนี่ย แปลกคือที่นี่มีรถเข็นที่ขายอาหารอิสลามประเภทเมดิเตอร์เรเนี่ยนเยอะมาก หรือไม่ก็ฮ๊อตดอก คือขายเหมือนๆกัน คนขายก็จะเป็นพวกแขกตะวันออกกลาง ที่นิวยอร์กคนแขกตะวันออกกลางเยอะมาก ผิดกลับแคลิฟอเนียที่คนเอเชีย คนสเปนิชหรือแม๊กซิกันเยอะ เราก็กินอาหารรถเข็นนี่สองมื้อมีพวกกุ้ง ไก่ราดข้าว ก็ใช้ได้อร่อยดีก็ประมาณแปดเหรียญ แต่อาหารยอดฮิตเพราะเยอะมากไปตรงไหนก็มีคือสลัดบาร์ ส่วนมากก็แบบตักๆใส่กล่อง เพราะมีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก คือร้านที่ขายสลัดบาร์เยอะจริงๆ ราคาก็แพงเอาการขนาดธรรมดาไม่ได้อร่อยเลย เราตัักก็ไม่ได้เยอะเสียประมาณสิบสอง สิบสี่เหรียญตลอด ดูเหมือนคนที่นี่เค้าจะแบบกินอะไรง่ายๆเร็วๆ ถ้าจะเอาอาหารถูกๆก็คงต้อง<br />
แม็คโดนัลนั่ลแหละถูกสุดแล้ว ร้านอื่นๆแพงพาสต้าธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์อะไรเลยก็สิบสี่เหรียญ แล้วร้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบแฟนไชน์ร้านเดิมๆ เหมือนๆซ้ำๆกันทุกถนนตรง มีวันหนึ่งเห็นชีสเค้กน่ากินสั่งชิ้นเล็กๆโดนไปสิบเหรียญ แพงจริงๆ</p>
<p>นอกนั้นสิ่งที่ขัดใจคือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆไม่มีเลย มีแต่แบบเหมือนร้านชำร้านที่ขายสลัดแล้วก็มีของเล็กๆน้อยๆขายที่สำคัญไม่ติดป้ายราคา จ่ายถึงรู้ เท่าที่เจอซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆก็สองที่ที่หนึ่งใกล้กับเซ็นทรัลพาร์ค อีกที่ก็แถวลินคอนเซ็นเตอร์ แต่ว่าของราคาแพง อย่างที่บอกแพงซานฟรานประมาณสองเหรียญขณะที่ซื้อของเหมือนกันเลย ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ต้องทำใจเรื่องค่าใช้จ่าย</p>
<p>การเดินทางค่อนข้างสะดวกมากทีเดียวส่วนใหญ่เนื่องจากเราพักใจกลางเมืองอยู่แล้วก็เดินเป็นหลักเพราะสถานที่หลักๆไม่ได้ไกลจากกันเดินง่ายไม่หลงเพราะชื่อถนนส่วนมากเป็นตัวเลขก็จำตัวเลขที่ตัดกันก็เดินไม่หลงแล้ว ถนนหลักที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งคนแน่นคือ 5 Ave. ไทม์แสควก็ถนน 7 Ave. เราพักที่ถนน 6 Ave. ถนนที่ตัดกันจุดหักที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ช่วงสามสิบกว่าถึงห้าสิบกว่าๆ นอกจากเดินสะดวกไม่ไกลแล้วถ้าจะไปจุดื่อๆก็นั่งรถไฟใต้ดินไปได้ทุกที ราคาเที่ยวละ $2.25 ถ้าตั๋ววันก็ $8 คุ้มถ้านั่งหลายๆเที่ยว แต่ราคารถไฟต่อเที่ยวถือว่าแพงทีเดียว เพราะซานฟรานซิสโกที่เราว่าแพงแล้วแค่$2และใช้ได้กี่เที่ยวก็ได้ภายในสองถึงสามสี่ชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลา แต่ที่นี่คือเที่ยวเดียวจริงๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินหรือนั่งรถไฟก็แท็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยมของคนที่นี่ แท็กซี่เยอะและคนก็เรียกเยอะด้วยเช่นกัน ที่ได้ใช้ขับไปประมาณสิบกว่าๆบล๊อกก็เจ็ด แปดเหรียญ บวกทิปอีก</p>
<p>ภาพรวมของนิวยอร์กก็เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้ามากมาย มีตึกที่มีการออกแบบสวยๆจะมีตึกที่มีโดมหรือหลังคาแหลมๆสวยๆเยอะดี สวยมากโดยเฉพาะกลางคืน แต่ก็เหมือนเมืองใหญ่ๆทั่วไปคือคนเยอะ และไม่ค่อยสะอาดเท่าไรขยะมีให้เห็นตามถนน คนก็ดูรีบๆ ที่แปลกคือเราคิดว่าฝรั่งจะเคารพกฎจราจรแต่ที่นี่คนจะไม่รอสัญญาณไฟในการข้ามถนน คือมีจังหวะก็ไปทั้งๆที่เป็นสัญญาณห้ามข้าม ต่างกับซานฟรานซิสโกที่นส่วนใหญ่เลยจะรอจนได้สัญญาณถึงจะข้ามถึงจะไม่มีรถก็เหอะ แต่ที่นี่ตรงข้ามตำรวจเองก็ดูไม่ได้สนใจหรือจะห้ามปรามอะไร เราเองก็ตามน้ำเช่นกัน อิอิกไม่ต่างจากกรุงเทพบ้านเราเลย</p>
<p>สำหรับเรื่องช๊อปปิ้งเราไม่ตื่นเต้นอะไรเพราะแบรนด์ส่วนใหญ่ก็แบรนด์ที่เหมือนกันที่มันก็มีเกือบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกาพวก หรือแบรนด์ไฮเอนด์ก็คือๆกัน เพียงแต่ที่นี่ร้านเดียวกันแต่มันแบบมีหลายสาขาเช่นเจอมาสี่ ห้าร้านในทำเลใกล้กันๆ ร้านที่เป็นโลโคลหรือยูนิคไม่ค่อยเห็นเท่าไรเลย พอดีเรามาในช่วงหน้าหนาว(มาก) ใครจะมาเที่ยวที่นี่หน้่หนาวก็หาพวกเฟอร์ พวกอะไรขนสัตว์ติดมาหน่อยเพราะคนที่นี่เขานิยมใส่พวกเสื้อคลุม แจ็คเก็ต หรือหมวก ผ้าพันคอที่เป็นคนสัตว์จริงๆ สวยดี เราไม่มีกับเขาเลย จริงๆแฟนก็บอกเราก่อนหน้านี่ว่าคนนิวยอร์กชอบใส่เฟอร์ แต่แฟนบอกไม่อยากให้ซื้อเขาไม่ชอบและคนในซานฟรานก็ค่อนข้างแอนตี้การใช้ผลิตภัณฑ์จากพวกขนสัตว์ด้วย แต่มันก็สวยดีน่า อยากใส่กับเขามั่ง</p>
<p>อากาศในช่วงปลายธันวา มกรา คือหนาวมากทีเดียวประมาณติดลบเก้าองศาเซลเซียส บางวันฝนตกด้วย บางวันก็มีหิมะแต่ไม่จัดมาก โชคดีเราไม่เจอพายุอะไรแรง ดังนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวยิวยอร์กในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็เตรียมเสื้อผ้ามาให้พร้อม แจ๊คเก็ตดีๆหนาๆ หมวกอุ่น ถุงเท้าดีๆ เพราะขนาดเราว่าเราใส่อย่างหนาแถมหลายชั้นแล้วเดินสักสองชั่วโมงนี่เริ่มไม่ไหวต้องหาร้านเข้าไปหลบสักพัก มือขนาดใส่ถุงมือหนาๆยังชา เท้าก็เริ่มชาๆ ช่วงเวลาที่เขาบอกน่าเที่ยวนิวอย์กที่สุดคือช่วงสิงหา เพราะอากาศดี บาวช่วงที่นี่ก็ร้อนมากพอๆกับเมืองไทย  สำหรับวันนี้เรื่องรวมๆทั่วๆไปของนิวยอร์กคงเอาไว้เท่านี้ แล้วจะมาเล่าเจาะลึกเป็นจุดๆ เป็นที่ๆตอนต่อไปค่ะ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2010/01/trip-to-new-york/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ต่ออายุกรีนการ์ดสองปีเป็นสิบปี Removal of the Conditional Green Card</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/removal-of-the-conditional-green-card/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/removal-of-the-conditional-green-card/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Dec 2009 20:47:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[กรีนการ์ด]]></category>

		<category><![CDATA[กรีนการ์ดสิบปี]]></category>

		<category><![CDATA[ขอกรีนการ์ดสิบปี.กร]]></category>

		<category><![CDATA[ต่ออายุกรีนการ์ดกร]]></category>

		<category><![CDATA[conditional green card]]></category>

		<category><![CDATA[I-751]]></category>

		<category><![CDATA[remove condition]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=282</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;

การขอถอนเงืืื่อนไขจากกรีนการ์ดแบบสองปีเป็นกรีนการ์ดสิบปีสำหรับคนที่ได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานกับคนอเมริกันโดยได้กรีนการ์ดก่อนจะแต่งงานกันครบหนึ่งปี็จะได้กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไขคือมีอายุแค่สองปี หรือ conditional green card ซึ่งต้องใช้แบบฟอร์ม I-751 ในการ remove the condition   
วันนี้มาแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้เพราะเมื่อวาน 22 ธันวา 2009 เพิ่งได้กรีนนการ์ดใบใหม่คือ
กรีนการ์ดสิบปีมาหมาดๆ แถมรูปบนบัตรยังสวยเหมือนเดิม อันนี้สำคัญมากๆ 555 ซึ่งรวมๆแล้วเราใช้เวลาแค่เดือนครึ่งหลังจากส่งแบบฟอร์มไปเอง ซึ่งยอมรับว่างงเพราะมันเร็วจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วละ ตอนนี้เราได้ใบใหม่ทั้งๆที่ใบเก่ายังไม่หมดอายุเลยค่ะ ใบเก่าหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ก็เดือนหน้า แปลกดีตอนนี้เลยมีกรีนการ์ดสองใบเลย มาเล่าขั้นตอนให้ฟังดีกว่า
อย่างที่บอกไว้ข้างบนกรีนการ์ดใบเก่าเราจะหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ซึ่งในการขอต่อหรือถอนเงื่อนไขกรีนการ์ดสองปีสามารถส่งเรื่องไปได้เก้าสิบวันก่อนที่บัตรเดิมจะหมดอายุลง เราก็คำนวณแล้วว่าประมาณเกือบๆปลายเดือนตุลาคม เราก็ส่งไปได้เพราะเคยอ่านบางคนบอกเขาใช้เวลาประมาณหกเดือน หรือบางคนสามเดือนสี่เดือนกว่าจะได้ใบใหม่ เราก็เตรียมเอกสารคือ
- แบบฟอร์ม I-751  ซึ่งง่ายมากๆ สั้นๆแค่หน้าเดียวเอง บวกค่าธรรมเนียม $545
- จดหมายจากคนรู้จักสองคนยืนยันว่าเราคงสภาพความเป็นสามี ภรรยากันจริง สองฉบับนี้เราก็ให้พ่อแฟนกับแม่เลี้ยงแฟนนั่นแหละเซ็นให้ ง่ายๆเลยในจดหมายต้องระบุชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
การขอถอนเงืืื่อนไขจากกรีนการ์ดแบบสองปีเป็นกรีนการ์ดสิบปีสำหรับคนที่ได้กรีนการ์ดจากการแต่งงานกับคนอเมริกันโดยได้กรีนการ์ดก่อนจะแต่งงานกันครบหนึ่งปี็จะได้กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไขคือมีอายุแค่สองปี หรือ conditional green card ซึ่งต้องใช้แบบฟอร์ม I-751 ในการ remove the condition   </p>
<p>วันนี้มาแชร์ประสบการณ์เรื่องนี้เพราะเมื่อวาน 22 ธันวา 2009 เพิ่งได้กรีนนการ์ดใบใหม่คือ<br />
กรีนการ์ดสิบปีมาหมาดๆ แถมรูปบนบัตรยังสวยเหมือนเดิม อันนี้สำคัญมากๆ 555 ซึ่งรวมๆแล้วเราใช้เวลาแค่เดือนครึ่งหลังจากส่งแบบฟอร์มไปเอง ซึ่งยอมรับว่างงเพราะมันเร็วจังแฮะ แต่ก็ดีแล้วละ ตอนนี้เราได้ใบใหม่ทั้งๆที่ใบเก่ายังไม่หมดอายุเลยค่ะ ใบเก่าหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ก็เดือนหน้า แปลกดีตอนนี้เลยมีกรีนการ์ดสองใบเลย มาเล่าขั้นตอนให้ฟังดีกว่า</p>
<p>อย่างที่บอกไว้ข้างบนกรีนการ์ดใบเก่าเราจะหมดอายุ 28 มกราคม 2010 ซึ่งในการขอต่อหรือถอนเงื่อนไขกรีนการ์ดสองปีสามารถส่งเรื่องไปได้เก้าสิบวันก่อนที่บัตรเดิมจะหมดอายุลง เราก็คำนวณแล้วว่าประมาณเกือบๆปลายเดือนตุลาคม เราก็ส่งไปได้เพราะเคยอ่านบางคนบอกเขาใช้เวลาประมาณหกเดือน หรือบางคนสามเดือนสี่เดือนกว่าจะได้ใบใหม่ เราก็เตรียมเอกสารคือ<br />
- แบบฟอร์ม I-751  ซึ่งง่ายมากๆ สั้นๆแค่หน้าเดียวเอง บวกค่าธรรมเนียม $545<br />
- จดหมายจากคนรู้จักสองคนยืนยันว่าเราคงสภาพความเป็นสามี ภรรยากันจริง สองฉบับนี้เราก็ให้พ่อแฟนกับแม่เลี้ยงแฟนนั่นแหละเซ็นให้ ง่ายๆเลยในจดหมายต้องระบุชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด  ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของคนที่เซ็นยืนยันให้เรา ก็เขียนไปสั้นๆห้าบรรทัดได้<br />
- สำเนาการจ่ายภาษีร่วมกันปีล่าสุด<br />
- สำเนาอื่นๆที่มีชื่อร่วมกันเช่นสัญญาเช่าบ้าน<br />
- เอกสารพวกประกันรถและอื่นๆ<br />
- บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกัน<br />
- เอกสารการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินที่เราไปเที่ยวมามีชื่อสองคนบินด้วยกัน<br />
- รูปถ่ายในรอบสองปีที่ผ่านมา เราก็ใส่ไปทริปละสองรูปไม่ได้ส่งรูปไปมากมายแต่ก็เรียงว่ารูปนี้ที่เราไปไหนกันมาซึ่งก็หลายที่อยู่</p>
<p>เท่านี่เองหลังจากนั้นก็ส่งไปที่ USCIS Laguna Niguel CA. วันที่ 26 ตุลาคม 2009 ปรากฎว่าตลกมาก ทาง USCIS ตีเอกสารเรากลับมา บอกว่าเราส่งเอกสารเร็วเกินไปยังไม่ครบเก้าสิบวัน ทั้งที่ในเอกสารที่เขารับไว้ก็คือประทับตราลงรับ 28 ตุลาคม 2009 ซึ่งมันก็เก้าสิบวันพอดี โอเคอาจเร็วไปวันหนึ่งหรืออะไรก็ไม่รู้ละ แหมเก็บไว้หน่อยก็ไม่ได้ส่งเร็วแค่วันหนึ่งเองนะช่างเที่ยงตรงจริงเลย แต่ว่าเขาเย็บเอกสารที่เราส่งไปเข้าชุดให้เรียบร้อยเลย หลังจากนั้นสองวันเราเลยต้องเสียเงินส่งไปรษณีย์ไปใหม่อีก ขำๆ ก็ส่งไปใหม่วันที่ 30 ตุลาคม จากนั้นก็รอ</p>
<p>จนวันที่ 9 พฤศจิกายน  คือประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังจากส่งไปก็ได้ใบเสร็จรับเงินซึ่งใบนี้สคัญมากต้องเก็บไว้ดีๆเพราะมันคือเอกสารที่ต่ออายุสถานการเป็น green card ของเราออกไปอีกหนึ่งปี คือถึงเรายังไม่ได้บัตรใหม่ระหว่างที่บัตรเดิมเรามดอายุไปเราใช้เอกสารตัวนี้คือ I-797C แทนไปได้ในระยะเวลาหนึ่งปีซึ่งบัตรใหม่ปกติก็ได้กันก่อนหนึ่งปีอยู่แล้ว จากนั้นอีกเกือบอาทิตย์ก็ได้จดหมายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูป เราไปพิมพ์ลายนิ้วมือวันที่ 10 ธันวาคม 2009 ที่ผ่านมานี่เอง ถัดมาอีกอาทิตย์หนึ่งวันที่ 21 ธันวาคม 2009 ก็ได้รับจดหมายแจ้งว่าเรื่องผ่านแล้วจะส่งบัตรมาให้ภายในหกสิบวัน เราก็โอเคดีผ่านแล้วไม่ต้องสัมภาษณ์ะไร ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นบัตรใบใหม่ก็ส่งมา วู้กะว่าต้องรอประมาณเดือนสองเดือน อะไรนี่วันเดียวมาแล้ว สรุปเราใช้เวลาจากที่ส่งไป 30 ตุลาคม 2009  เราได้บัตรใหม่วันที่ 22 ธันวาคม 2009 ไม่ถึงสองเดือน แล้วก็ไม่ได้ส่งเอกสารอะไรไปมากมายเลยก็ง่ายๆดีค่ะ แต่ราคาห้าร้อยกว่านี่ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน วันนี้ก็แค่นี้ค่ะ เรื่องที่ต้องระวังก็คือนับวันส่งดีๆจะได้ไม่ต้องโดนตีกลับมาเหมือนเรานะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/removal-of-the-conditional-green-card/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารไทยในอเมริกา Thai Food in America</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/thai-food-in-america/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/thai-food-in-america/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Dec 2009 22:50:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<category><![CDATA[ต้มข่าไก่]]></category>

		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[สอนทำต้มข่าไก่]]></category>

		<category><![CDATA[สอนทำอาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารไทย]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารไทยในอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[how to make coconut soup]]></category>

		<category><![CDATA[thai coconut soup]]></category>

		<category><![CDATA[Thai food]]></category>

		<category><![CDATA[Thai recipe]]></category>

		<category><![CDATA[Tom Kla Gai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=281</guid>
		<description><![CDATA[คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก 
ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์   ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ  ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ
พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร  อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนต่างชาติ ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆเขาคิดยังไงกับอาหารไทยคนต่างชาติทีพูดถึงก็เป็นคนในอเมริกานี่แหละบังเอิญว่าที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีผู้คนมาจากหลากหลายชาติ จริงๆก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าอาหารไทยเรานั้นเป็นหนึ่ง top ten world cuisine เป็นอาหารที่มีอัตราการเติบโตคือเป็นที่นิยมเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แค่ใน San Francisco เองเกือบสองร้อยร้านเห็นจะได้ เยอะมากสำหรับเมืองที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอย่างซานฟรานซิสโก </p>
<p>ที่มาเขียนเรื่องอาหารไทยอีกครั้งเพราะเทอมที่ผ่านมาเราลงเรียนวิชาการผลิตถ่ายทำวีดีโอเพื่อการเรียนการสอนหรือ Instructional Videography และหนึ่งในวิดีโอที่เราทำงานส่ง Thai cooking Show โดยทำต้มข่าไก่ Thai coconut chicken soup โชว์   ปรากฎว่าคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ด้วยขอให้เราทำต้มข่าไก่มาในปาตี้วันปิดเทอม ทุกคนสนใจอยากได้สูตรอยากทำ ส่วนมากรู้จักอาหารไทยอยู่แล้ว กินตามร้านบ่อยๆ โดยเฉพาะต้มข่าไก่นี่รู้จักกันอยู่แล้วแทบทั้งนั้น แหมน่าภูมิใจจริงๆที่เรามีวัฒนธรรมและเทคนิคในการทำอาหารที่อร่อยและที่สำคัญใช้เวลาไม่นานในการทำ  ทุกคนในห้องบอกเขาคิดว่าอาหารไทยใช้เวลาในการทำนานพอดูวีดีโอเขาบอกว้าวไม่เชื่อเชื่อเลยว่าอาหารไทยที่อร่อยๆจะใช้เวลาในการทำไม่นาน คือถ้าเทียบกับอาหารฝรั่งที่แบบใช้เวลาในการอบหรือเคี่ยวนานๆ</p>
<p>พืชผัก สมุนไพรของเราก็เป็นที่สนใจมากๆ หลายคนสงสัยว่าข่า ตะไคร้นะกินได้ไหม รสชาติเป็นอย่างไร เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าง่ายๆเช่นน้ำมะพร้าว ต่างกับกะทิยังไง ขอบอกว่าฝรั่งบางคนงงมากระหว่างน้ำมะพร้าวกับน้ำกะทิ coconut milk, coconut cream,coconut juice เหมือนหรือต่างกันอย่างไร  อีกเรื่องที่ต่างกันในการทำอาหารคือไทยเราปกติเราไม่ค่อยมีสูตรตายตัวหรือเน้นการชั่งตวงหรือจับเวลา เราแบบใช้ความเคยชิน บวกชิมแล้วปรุงปรุงแล้วชิมกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝรั่งนี่คือเขาต้องการรู้แน่ๆววัดออกมาว่ากี่ช้อน กี่ถ้วย เราบอกรอจนไก่สุก เขาก็อยากรู้ว่ามันนานกี่นาทีไก่ถึงจะสุกอะไรประมาณนั้น<br />
โดยส่วนตัวเคยทำต้มข่าไก่นี่แหละให้ญี่ปุ่น กับฝรั่งทานทุกคนบอกว่าอร่อย มีอีกหลายเมนูที่มีคนขอให้เราสอนเช่นผัดไทย และพวกแกง แต่ว่าเราทำผัดไทยไม่เก่งทำออกมาไม่อร่อย ฝรั่งคนต่างชาติคิดว่าผัดไทน่าจะทำง่ายกว่าต้มข่า เขาก็งงว่าทำไมเเราทำผัดไทไม่เป็น เราบอกทำนะทำได้แต่มันไม่อร่อย และจริงๆในเมืองไทยก็เหอะหาผัดไทที่อร่อยๆจริงๆไม่ใช่ง่ายบางทีก็มันเกิน บางทีก็แห้งเกิน แหมพูดแล้วก็คิดถึงผัดไทตรงใกล้แบงค์ชาติซะแล้ว </p>
<p>ว่าแล้วเอาวีดีโอที่เราทำมาโชว์ให้ดูดีกว่า ได้เพื่อนสาวแสนสวยมาช่วยแสดง ใครว่างอย่าลืมช่วยกันเขาไปคอมเมนท์ กระตุ้นเรตติ้งกันด้วยนะจ๊ะ </p>
<p><object width="445" height="364"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/LCeAuU4el7c&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;rel=0&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00&#038;border=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/LCeAuU4el7c&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;rel=0&#038;color1=0x234900&#038;color2=0x4e9e00&#038;border=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="445" height="364"></embed></object><br />
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c"><br />
http://www.youtube.com/watch?v=LCeAuU4el7c</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/thai-food-in-america/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา US.Visitor Visa</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/usvisitor-visa/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/usvisitor-visa/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 20:07:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ขอวีซ่า]]></category>

		<category><![CDATA[ขอวีซ่าอเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[ขอวีซ่าอเมริกาจากอ]]></category>

		<category><![CDATA[วีซ่าท่องเที่ยว]]></category>

		<category><![CDATA[วีซ่าท่องเที่ยวอเร]]></category>

		<category><![CDATA[B1visa]]></category>

		<category><![CDATA[B2visa]]></category>

		<category><![CDATA[tourist visa]]></category>

		<category><![CDATA[us.visa]]></category>

		<category><![CDATA[US.visiter visa]]></category>

		<category><![CDATA[Visa to the US.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=280</guid>
		<description><![CDATA[
// &#8211;&#62;

มาว่าเรื่องการขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B-2 visa อีกสักครั้งเพราะดูเหมือนจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเข้ามาเรื่อยๆ จริงๆแล้วเราเองก็ไม่ใช่เซียนหรือนักกฎหมายอะไร เพียงแต่อ่านและฟังประสบการณ์ของคนโน้นคนนี้มาพอสมควรบวกกับประสบการณ์ของตัวเอง เข้าเรื่องดีกว่านะแต่วันนี้จะเล่าเรื่องการขอวีซ่าเข้าอเมริกาจากต่างประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่ระเทศไทย
ที่กลับมาเขียนเรื่องวีซ่าอีกครั้งเพราะเผอิญได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อังกฤษและเพื่อนก็ขอวีซ่าเพื่อจะมาเที่ยวที่นิวยอร์กสิบวัน ผลคือไม่ผ่านค่ะ เคสนี้คือเข้ายื่นขอในอังกฤษ ขอมากันสองคนสามีภรรยา คือตัวผู้ชายเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคือได้ทุนมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดั
ของรัฐ ดังนั้นเขาก็มีสถานะเป็นข้าราชการหรือพนักงานของมหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยก็จะส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนเข้าบัญชีอยู่แล้ว ส่วนผู้หญิงขายของทาง eBay ก็มีรายได้โอเค ตอนที่ขอทั้งคู่มีเงินในบัญชีประมาณหกเจ็ดพันปอนด์ แล้วก็เที่ยวมาทั่วยุโรปแล้วละ และเป็นอดีตนักเรียนอังกฤษด้วยกันทั้งคู่คือจบโทและกำลังเรียนเอก ผลคืออย่างที่บอกไม่ได้เพื่อเรานี่บ่นดูสิขอไปแค่สิบวันไม่ได้ เหตุผลที่ US.Embassy in UK. บอกคือเขาคิดว่าสองคนนี้ไม่มีเงินพอที่จะเที่ยวในเมริกาถึงจะแค่สิบวันก็เหอะนะ เหอะๆขำมากเพราะจริงๆสองคนนี้บ้านรวยอะ ผู้ชายตอนเด็ดกๆก็ใชช้ชีวิตใน New York คือเรียนที่นั่นมาหลายปี และจริงๆเค้าก็จะไปแค่สิบวันจริงๆ หลักๆคือสองคนมีเงินในบัญชีที่อังกฤษหกพันปอนด์และเค้าก็ถามว่าแฟนเป็นข้าราชการคือเป็นอาจารย์เงินเดือนเท่าไร ก็คือมันน้อยละแหมเงินเดือนข้าราชการไทยพอคำนวณเป็นดอลล่าห์มันก็แค่หลักร้อยเหรียญอะ แล้วไอ้เพื่อนเราก็ดันขายของอีเบย์แบบเค้าคงมองว่ามันหลักลอยไปมั้งแต่จริงๆมันรายได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันขายของแบรนดืเนมไฮเอนด์  ดูๆไปก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่สถานทูตฉลาดรึป่าวเพราะรายที่แบบจริงๆมาแอบทำงานดันได้มากันตรึม อย่างข้าพเจ้าเองเป็นต้นมาแล้วก็อยู่ยาวแต่งงานอีก แต่ไอ้คนมาเที่ยวจริงๆบวกมีตังค์อะดันไม่ได้มา
รายที่สองเป็นเพื่อแต่ท่านบวชเป็นพระ พระท่านไปจำพรรษาที่ออสเตรเลีย ท่านก็ให้เพื่อนคนไทยที่มีกรีนการ์ดและสามีที่เป็นซิติเซ่นทำเรื่องเชิญให้ไปเยี่ยมประมาณไปสวดไปทำพิธีทางศาสนาที่อเมริกาโดยมีจดมาย statement และแนบพร้อมสำเนาพาสปอร์ตมาได้ รายนี้ขอที่ออสเตรเลียน่าจะปีกวาได้แล้ว ท่านก็ได้วีซ่าสิบปีมาอย่างง่ายๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนที่ท่านเป็นโยมเคยมาอยู่เกินวีซ่าซานฟรานมาด้วยว้ำแต่ก็ยังได้
หลังจากนั้นพระเพื่อนเราก็ขอให้เราช่วยพระอีกรูปหนึ่งที่ออสเตรเลียเพราะท่านอยากมาอเมริกา ก็ขอให้เรากับแฟนทำจดหมายพร้อมอย่างที่เพื่อนท่านอีกคนเคยทำให้ท่านแล้วสำเร็ว เราก็ทำให้ท่านก็ส่งไปให้พระอีกรูปที่ออสเตรเลย ปรากฎว่าไม่ได้ค่ะ ทั้งๆที่ก็จดหมายเอกสารเหมือนกันทุกอย่างแต่คนละคนแล้วเรากับแฟนรายการเดินบัญชีดีกว่าคนที่เคยทำให้พระเพื่อนเราด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่่ออสเตรเลยบอกให้พระรูปนั้นมายื่นขอในเมืองไทย พระท่านก็เลยไม่เอาแล้ว
เอาเป็นว่าลองอ่านดูเป็นข้อมูล มีหลายคำถามประมาณว่ามีคุณสมบัติแบนี้มีเงินแค่นี้จะได้วีซ่าไหม คือไม่ว่าถามใครคงได่แต่คาดคะเนเพราะบางคนดูมีอะไรเหมือนกันมากๆ แต่คนหนึ่งไเด้อีกคนไม่ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 480;
google_ad_height = 90;
//-->
// &#8211;&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><br />
มาว่าเรื่องการขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B-2 visa อีกสักครั้งเพราะดูเหมือนจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าเข้ามาเรื่อยๆ จริงๆแล้วเราเองก็ไม่ใช่เซียนหรือนักกฎหมายอะไร เพียงแต่อ่านและฟังประสบการณ์ของคนโน้นคนนี้มาพอสมควรบวกกับประสบการณ์ของตัวเอง เข้าเรื่องดีกว่านะแต่วันนี้จะเล่าเรื่องการขอวีซ่าเข้าอเมริกาจากต่างประเทศอื่นๆที่ไม่ใช่ระเทศไทย</p>
<p>ที่กลับมาเขียนเรื่องวีซ่าอีกครั้งเพราะเผอิญได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อังกฤษและเพื่อนก็ขอวีซ่าเพื่อจะมาเที่ยวที่นิวยอร์กสิบวัน ผลคือไม่ผ่านค่ะ เคสนี้คือเข้ายื่นขอในอังกฤษ ขอมากันสองคนสามีภรรยา คือตัวผู้ชายเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคือได้ทุนมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดั<br />
ของรัฐ ดังนั้นเขาก็มีสถานะเป็นข้าราชการหรือพนักงานของมหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยก็จะส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนเข้าบัญชีอยู่แล้ว ส่วนผู้หญิงขายของทาง eBay ก็มีรายได้โอเค ตอนที่ขอทั้งคู่มีเงินในบัญชีประมาณหกเจ็ดพันปอนด์ แล้วก็เที่ยวมาทั่วยุโรปแล้วละ และเป็นอดีตนักเรียนอังกฤษด้วยกันทั้งคู่คือจบโทและกำลังเรียนเอก ผลคืออย่างที่บอกไม่ได้เพื่อเรานี่บ่นดูสิขอไปแค่สิบวันไม่ได้ เหตุผลที่ US.Embassy in UK. บอกคือเขาคิดว่าสองคนนี้ไม่มีเงินพอที่จะเที่ยวในเมริกาถึงจะแค่สิบวันก็เหอะนะ เหอะๆขำมากเพราะจริงๆสองคนนี้บ้านรวยอะ ผู้ชายตอนเด็ดกๆก็ใชช้ชีวิตใน New York คือเรียนที่นั่นมาหลายปี และจริงๆเค้าก็จะไปแค่สิบวันจริงๆ หลักๆคือสองคนมีเงินในบัญชีที่อังกฤษหกพันปอนด์และเค้าก็ถามว่าแฟนเป็นข้าราชการคือเป็นอาจารย์เงินเดือนเท่าไร ก็คือมันน้อยละแหมเงินเดือนข้าราชการไทยพอคำนวณเป็นดอลล่าห์มันก็แค่หลักร้อยเหรียญอะ แล้วไอ้เพื่อนเราก็ดันขายของอีเบย์แบบเค้าคงมองว่ามันหลักลอยไปมั้งแต่จริงๆมันรายได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันขายของแบรนดืเนมไฮเอนด์  ดูๆไปก็ไม่รู้เจ้าหน้าที่สถานทูตฉลาดรึป่าวเพราะรายที่แบบจริงๆมาแอบทำงานดันได้มากันตรึม อย่างข้าพเจ้าเองเป็นต้นมาแล้วก็อยู่ยาวแต่งงานอีก แต่ไอ้คนมาเที่ยวจริงๆบวกมีตังค์อะดันไม่ได้มา</p>
<p>รายที่สองเป็นเพื่อแต่ท่านบวชเป็นพระ พระท่านไปจำพรรษาที่ออสเตรเลีย ท่านก็ให้เพื่อนคนไทยที่มีกรีนการ์ดและสามีที่เป็นซิติเซ่นทำเรื่องเชิญให้ไปเยี่ยมประมาณไปสวดไปทำพิธีทางศาสนาที่อเมริกาโดยมีจดมาย statement และแนบพร้อมสำเนาพาสปอร์ตมาได้ รายนี้ขอที่ออสเตรเลียน่าจะปีกวาได้แล้ว ท่านก็ได้วีซ่าสิบปีมาอย่างง่ายๆ ทั้งๆที่สมัยก่อนที่ท่านเป็นโยมเคยมาอยู่เกินวีซ่าซานฟรานมาด้วยว้ำแต่ก็ยังได้</p>
<p>หลังจากนั้นพระเพื่อนเราก็ขอให้เราช่วยพระอีกรูปหนึ่งที่ออสเตรเลียเพราะท่านอยากมาอเมริกา ก็ขอให้เรากับแฟนทำจดหมายพร้อมอย่างที่เพื่อนท่านอีกคนเคยทำให้ท่านแล้วสำเร็ว เราก็ทำให้ท่านก็ส่งไปให้พระอีกรูปที่ออสเตรเลย ปรากฎว่าไม่ได้ค่ะ ทั้งๆที่ก็จดหมายเอกสารเหมือนกันทุกอย่างแต่คนละคนแล้วเรากับแฟนรายการเดินบัญชีดีกว่าคนที่เคยทำให้พระเพื่อนเราด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่สถานทูตที่่ออสเตรเลยบอกให้พระรูปนั้นมายื่นขอในเมืองไทย พระท่านก็เลยไม่เอาแล้ว</p>
<p>เอาเป็นว่าลองอ่านดูเป็นข้อมูล มีหลายคำถามประมาณว่ามีคุณสมบัติแบนี้มีเงินแค่นี้จะได้วีซ่าไหม คือไม่ว่าถามใครคงได่แต่คาดคะเนเพราะบางคนดูมีอะไรเหมือนกันมากๆ แต่คนหนึ่งไเด้อีกคนไม่ได้ จุดที่ต่างแน่ๆคือช่วงเวลา บวกดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่สัมภาษณ์เรา<br />
หลายคนถามว่าถ้ามีญาติพี่น้องที่อยู่ที่โน้นโดยเฉพาะมีกรีนการ์ดหรือเป็นวิติเซ่นควรจะบอกหรือไม่ เป็นผลดีหรือผลเสีย ตอบยากอีกเช่นกัน เพราะข้อเสียคือทำให้คเา้มองได้ว่าเราจะไปแล้วกลับแต่ข้อดีมันก็มีคือมีคนสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายที่อยู่ที่โน่น แต่นั่นไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดสำคัยกว่าคือตัวเรา รายได้หน้าที่การงาน เหตุผลที่จะไป และคงต้องบอกเหมือนเดิมว่าไม่ลองก็ไม่รู้นะ ถ้าไม่ได้ก้อย่าไปอะไรเลยอเมริกาก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าเมืองไทยเราเองรอเรียนจบก็ขอกลับไปอยู่เมืองไทยดีกว่า  หรือเรื่องเที่ยวก็มีประเทศอื่นๆอีกไม่รู้กี่ประเทศทั่วโลก</p>
<p><a href="http://www.thaiinamerica.com/category/visa_usa/">อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/usvisitor-visa/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโก San Francisco Municipal Transportation</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/san-francisco-muni/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/san-francisco-muni/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 01:14:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ซานฟรานซิสโก]]></category>

		<category><![CDATA[Bus in san francisco]]></category>

		<category><![CDATA[San francisco muni]]></category>

		<category><![CDATA[san francisco subway]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[



รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกว่า Muni or San Francisco Municipal Transportation เอวันนี้ทำไมกลับมาเล่าเรื่องรถไฟใต้ดินมีอะไรน่าสนใจนักหนา ฮ่าๆๆจริงๆแล้วมันเป็นความเก็บกดซะมากกว่า เพราะตั้งแต่เปิดเทอมไปเรียนปริญญาโทที ก็ต้องนั่งรถไฟ  เพราะเราอยู่ดาวทาวนืแต่ยูนะประมาณชานเมือง จากเมื่อก่อนที่เดินมันซะเป็นหลักเพราะอะไรๆก็ใกล้เพราะอยู่กลางเมือง พอไปเรียนต้องอาศัยบริการขนส่งมวลชน เพราะไม่มีใบขับขี่อะ นี่เองทำให้เราคิดถึงรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินในกรุงเทพบ้านเรามากๆ ทำไมนะเหรอก็เพราะความอุบาทว์ ขอใช้คำนี้นะของรถไฟใต้ดินที่นี่ละสิ ขอเริ่มบ่นเลยแล้วกันนะ
อย่างแรกที่ห่วยคือความไม่คงเส้นคงวาไม่มีตารางอะไรที่แน่นอนไม่มีระยะเวลารอ เคยรอรถใต้ดินที่นี่นานกว่าสี่สิบห้านาทีกว่าจะมา สรุปคือไปเรียนสายทั้งๆที่มารอรถเกือบชั่วโมง ที่นี่มีรถไปหลายสายที่แย่คือบาางสายมาแล้วมาอีกมรทุกสองนาทีแต่ไอ้สายที่เราใช้อย่างที่บอกอาจต้องรอนานสิบห้าหรืออย่างที่บอกมากกว่าครึ่งชั่วโง ถ้าโชคร้ายขบวนก่อนเพิ่ิงออกไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางสายคือในห้านาทีมาสี่ขบวนได้ คือระบบการจัดตารางรถเขาห่วยมากๆ มีวันหนึ่งคือที่นี่เขาจะมีระบบบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายที่เรารอจะมา ปรากฎว่าบอกว่าอีกห้านาทีจะมา รอไปไม่ม่ เปลี่ยนใหม่บอกอีกเจ็ดนาที ก้ไม่มาิีก สรุปเกือบชั่วโมงอย่างที่บอก อีกวันหนึ่งตรงสถานีประกาศบอกว่าสายที่จะเทียบเป็นสายนี้ พอขึ้นไปเป็นคนละสายซะงั้น รีบออกแทบไม่มัน งงไม่ละค่ะ
ในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาก็เกิดอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันที่นี่ เราก็งงว่ามันชนยังไงเพราะคดว่ารถใต้ดินมันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาวันหนึ่งถึงบางอ้อ เพราะเราก็นั่งสายเดิมตามปแกติก็รู้เส้นทางแล้วว่ามันต้องไปทางไหน จ฿ู่ๆรถก็เลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซะดื้อๆ จนคนในรถต้องตะโกนบอกคนขับทุบกระจกเรียกว่าเฮ้ยนี่มันสายเอ็มนะเฟ้ยไม่ใช่สายแอล เท่านั้นแหละคนขับรู้ตัวหยุดรถคือถ้าไม่บอกมันก็ยังไม่รู้ว่ามันมาผิดทาง เราเลยถึงบางอ้อว่าอ้าวตกลงคนขับมันควบคุมนี่หว่าไม่ใช่คอมอะ วันนี้เลยเสียเวลาไปอีกมากพอดู เพราะรถต้องมาชะงักในเส้นทางของสายอื่น แล้วไอ้รถเจ้าของเส้นทางก็มาจ่อตูดรถไฟคันเรา สรุปไปไหนไม่ได้ครับ ชะงักกระทบไปหมด ตรงหยุดสายอื่นๆที่กำลังจะเข้าสถานี แล้วก็ให้คันที่จ่อก้นคันเราถอยหลัง แล้วคันเราก็ถึงกลับไปเส้นทางที่ถูกต้องได้ คนขับเป็นู้หญิงผิวดำดูมึนไม่มีขอโทษผู้โดยสารสักคำ เอ้อมิน่าละอย่างนี้นี่เองถึงชนกันอย่างจังมาหลายเดือนที่ผ่านมา
นอกจากความงงไม่ค่อยได้เรื่องมนการบริหารจัดการระบบแล้ว ในรถก็สกปรก ขอบอกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราโสภากว่ามากจงภูมิใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script><br />
รถไฟใต้ดินในซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกว่า Muni or San Francisco Municipal Transportation เอวันนี้ทำไมกลับมาเล่าเรื่องรถไฟใต้ดินมีอะไรน่าสนใจนักหนา ฮ่าๆๆจริงๆแล้วมันเป็นความเก็บกดซะมากกว่า เพราะตั้งแต่เปิดเทอมไปเรียนปริญญาโทที ก็ต้องนั่งรถไฟ  เพราะเราอยู่ดาวทาวนืแต่ยูนะประมาณชานเมือง จากเมื่อก่อนที่เดินมันซะเป็นหลักเพราะอะไรๆก็ใกล้เพราะอยู่กลางเมือง พอไปเรียนต้องอาศัยบริการขนส่งมวลชน เพราะไม่มีใบขับขี่อะ นี่เองทำให้เราคิดถึงรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินในกรุงเทพบ้านเรามากๆ ทำไมนะเหรอก็เพราะความอุบาทว์ ขอใช้คำนี้นะของรถไฟใต้ดินที่นี่ละสิ ขอเริ่มบ่นเลยแล้วกันนะ</p>
<p>อย่างแรกที่ห่วยคือความไม่คงเส้นคงวาไม่มีตารางอะไรที่แน่นอนไม่มีระยะเวลารอ เคยรอรถใต้ดินที่นี่นานกว่าสี่สิบห้านาทีกว่าจะมา สรุปคือไปเรียนสายทั้งๆที่มารอรถเกือบชั่วโมง ที่นี่มีรถไปหลายสายที่แย่คือบาางสายมาแล้วมาอีกมรทุกสองนาทีแต่ไอ้สายที่เราใช้อย่างที่บอกอาจต้องรอนานสิบห้าหรืออย่างที่บอกมากกว่าครึ่งชั่วโง ถ้าโชคร้ายขบวนก่อนเพิ่ิงออกไป ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบางสายคือในห้านาทีมาสี่ขบวนได้ คือระบบการจัดตารางรถเขาห่วยมากๆ มีวันหนึ่งคือที่นี่เขาจะมีระบบบอกว่าอีกกี่นาทีรถสายที่เรารอจะมา ปรากฎว่าบอกว่าอีกห้านาทีจะมา รอไปไม่ม่ เปลี่ยนใหม่บอกอีกเจ็ดนาที ก้ไม่มาิีก สรุปเกือบชั่วโมงอย่างที่บอก อีกวันหนึ่งตรงสถานีประกาศบอกว่าสายที่จะเทียบเป็นสายนี้ พอขึ้นไปเป็นคนละสายซะงั้น รีบออกแทบไม่มัน งงไม่ละค่ะ</p>
<p>ในช่วงประมาณสามเดือนที่ผ่านมาก็เกิดอุบัติเหตุรถไฟใต้ดินชนกันที่นี่ เราก็งงว่ามันชนยังไงเพราะคดว่ารถใต้ดินมันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่มาวันหนึ่งถึงบางอ้อ เพราะเราก็นั่งสายเดิมตามปแกติก็รู้เส้นทางแล้วว่ามันต้องไปทางไหน จ฿ู่ๆรถก็เลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซะดื้อๆ จนคนในรถต้องตะโกนบอกคนขับทุบกระจกเรียกว่าเฮ้ยนี่มันสายเอ็มนะเฟ้ยไม่ใช่สายแอล เท่านั้นแหละคนขับรู้ตัวหยุดรถคือถ้าไม่บอกมันก็ยังไม่รู้ว่ามันมาผิดทาง เราเลยถึงบางอ้อว่าอ้าวตกลงคนขับมันควบคุมนี่หว่าไม่ใช่คอมอะ วันนี้เลยเสียเวลาไปอีกมากพอดู เพราะรถต้องมาชะงักในเส้นทางของสายอื่น แล้วไอ้รถเจ้าของเส้นทางก็มาจ่อตูดรถไฟคันเรา สรุปไปไหนไม่ได้ครับ ชะงักกระทบไปหมด ตรงหยุดสายอื่นๆที่กำลังจะเข้าสถานี แล้วก็ให้คันที่จ่อก้นคันเราถอยหลัง แล้วคันเราก็ถึงกลับไปเส้นทางที่ถูกต้องได้ คนขับเป็นู้หญิงผิวดำดูมึนไม่มีขอโทษผู้โดยสารสักคำ เอ้อมิน่าละอย่างนี้นี่เองถึงชนกันอย่างจังมาหลายเดือนที่ผ่านมา</p>
<p>นอกจากความงงไม่ค่อยได้เรื่องมนการบริหารจัดการระบบแล้ว ในรถก็สกปรก ขอบอกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราโสภากว่ามากจงภูมิใจ บางคนก้เอาน้ำ เอาขนมมากินบางคนนั่งกินข้าวกล่องก็มีเหม็นซะ แถมชุ่ยขยะก็ทิ้งมันไว้ในรถนั่งแหละ บวกบางครั้งกลิ่นฉี่แรงมากๆ เรามั่นใจเลยว่าต้องมีคนเลวๆมันฉี่ในรถตอนคนน้อยๆ มีวันหนึ่งคนที่นั่งข้างหลังเรากินพวกขนมห่อๆพลาสติกเสร็จแล้วมันก็ยัดขยะไว้ซอกเก้าเอ้าอี้ที่เรานั่ง เฮ้ยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดยังไง นี่แหละความสิวิไลของที่นี่ ใครที่คิดว่าอเมริกาวิเศษกว่าเมืองไทยคิดผิดคิดใหม่ได้นะ </p>
<p>นอกจากนั้นขอบอกว่ารถเมลืรถไฟที่นี่เต็มไปด้วยคนผิดปกติ คนเผี้ยนแปลกๆ บ้าๆ บวกโสโครกเห็นจริงๆ นึกจะตะโกนก็ตะโกน บางทีหน้าตาแต่งตัวดีแต่เห็นก่ตัวสุดๆ คนเค้ายืนเต็มรถแน่นชีนังเขาขาพาดไว้ที่อีกทีหนึ่งแล้วก็อ่านหนังสือแบบโลกนี้มีกรูคนเดียว คนอื่นจะไม่มีที่จะยืนก็ไม่สน เฮ้ยไม่ใช่เจอแค่ครั้งสองครั้งแต่เจอบ่อยๆค่ะอาการแบบนี้ บางคนก็นั่งเก้าอี้ด้านนอกไม่ขยับต้องไปบอกว่าขอเข้าไปนั่งหน่อยได้ไม๊ถึงขยับไม่งั้นไม่สนจ๊ะ เราก็อยากให้เขาห้ามพวกน้ำดื่มและของกินในรถแบบเมืองไทยเพราะมันช่วยเรื่องความสะอาดได้มาก </p>
<p>เรื่องความปลอดภัยบนรถก็ขอบอกว่ากลัวเหมือนกันเพราะบางวันเลิกเรียนสี่ทุ่ม แถมมีคนเคยูกแทงทั้งเจ็บและตายบนรถไฟนี่แหละ โดนคนบ้าแทงเอาแถมจับไม่ได้ด้วย มีกล้องในรถแต่ไม่ทำงาน แค่กล้องหลอกๆอะ เอาไว้ขู่เฉยๆ เซ็งเป็ด บางทีนั่งกลับมาเพราเราสถานีสุดท้ายดึกๆบางทีเงียบมีเรากับผู้ชายอีกคนอะไรประมาณนั้นเรานี่คือต้องแอบๆมองมันตลอดว่ามันจะทำอะไรป่าวอะ ไม่อยากถูกแทงตายบนรถ เอ้อค่ารถสองเหรียญก้ไม่ใช่น้อยน่าจะพัฒนายริการและความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ว่าแล้วก็ยังต้องทนใช้บริการมันไปจนกว่าจะเรียนจบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2009/12/san-francisco-muni/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Academy of Art University San Francisco</title>
		<link>http://www.thaiinamerica.com/2009/11/academy-of-art-university-san-francisco/</link>
		<comments>http://www.thaiinamerica.com/2009/11/academy-of-art-university-san-francisco/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Nov 2009 05:39:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>plew</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกี่ยวกับการเรียน]]></category>

		<category><![CDATA[academy of art]]></category>

		<category><![CDATA[academy of art san francisco]]></category>

		<category><![CDATA[academy of art university]]></category>

		<category><![CDATA[art school]]></category>

		<category><![CDATA[art school in america]]></category>

		<category><![CDATA[art school in san francisco]]></category>

		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยในซานฟร]]></category>

		<category><![CDATA[อคาเดอร์มีออฟอาร์ต]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนต่ออเมริกา]]></category>

		<category><![CDATA[เรียนศิลปะในอเมริก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiinamerica.com/?p=276</guid>
		<description><![CDATA[



Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน   อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design
และงานถ่ายภาพ  บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7158311723822940";
/* 728x90, created 10/18/08 */
google_ad_slot = "1982738672";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script><br />
Academy of Art University San Francisco สาเหตุที่อยากเขียนถึงสถาบันนี้ Academy of Art เพราะมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้่เช่นดีไหม ค่าเทอมแพงไหม อะไรปีะมาณนั้น ประกอบกับบังเอิญอาจารย์ที่สอน Graphic ที่เราเรียนที่ San Francisco State เธอก็สอนที่ Academy ด้วยพอดีมีโอกาศคุยกับจารย์เป็นการส่วนตัวเลยได้ข้อมูลมาบางส่วน   อย่างที่บอกว่าเราเองไม่ได้เรียนที่ Academy of Art เราเรียนที่ SFSU แรกๆก็เคยสนใจที Academy เหมือนกันสนใจด้าน Fashion แต่ว่าแฟนเราเองซึ่งเป็นคนที่นี่เขาเรียนจบ SFSU และทำงานในซานฟรานมาเป็นสิบปี เขาบอกเขาไม่อยากให้เรียนที่นี่เพราะไม่เคยเห็นใครพูดว่าที่นี่ดีหรือมีนักเรียนที่จบแล้วมีชื่อเสียงอะไร เพราะเขาเองก็ทำงานด้าน graphic design<br />
และงานถ่ายภาพ  บวกกับ Academy มีโฆษณาทางทีวีทุกวัน บ่อยมากๆด้วย ทำให้แฟนเรายิ่งคิดในแง่ลบๆ ว่าถ้าดีจริงคงไม่ต้องโฆษณาขนาดนี้ ดูแปลก อีกอย่างที่นี่มันจะมีแคมปัสเยอะมากๆ คือจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็กแทบทุกย่านของซานฟรานเลยก็ว่าได้จะต้องเห็นตึกของ Academy ตอนนี้เขามีมากกว่า 30 แคมบัส (เป็นตึกๆ)กระจายทั่วซานฟราน ดูรายละเอียดตามลิงค์ <a href="http://www.academyart.edu/map.html ">http://www.academyart.edu/map.html </a> บวกรถบัสที่วิ่งให้เห็นทุกวัน คือมันจะไม่เหมือนยูอื่นๆที่แบบใหญ่ๆมีสนาม มีรั้วอะไรประมาณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตึกที่อยู่ริมถนน</p>
<p>เราเองตอนนั้่นสนใจเพราะดูมันเป็นยูเฉพาะทางดี แต่ก็ลองsearch คอมเมนท์ดูว่าคนที่เคยเรียนพูดถึงหรือคิดยังไงกับที่นี่ ก็ดูแล้ว reviews ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร<br />
ลองอ่านคอมเมนท์ืชที่ <a href="http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2">http://www.yelp.com/biz/academy-of-art-university-san-francisco-2</a> บวกแพงเอาการ เลยไม่ได้เรียนที่นี่  ลองดูข้อมูลค่าหน่วยกิตดู</p>
<p>Tuition Rates (On-Site / Online)<br />
Undergraduate Tuition (3 units per class)	$740 per unit<br />
Graduate Tuition (3 units per class)	$840 per unit<br />
For example, starting in the Fall of 2009, a typical undergraduate tuition for an academic year would be $740 for each unit, over 24 units, which is a total yearly tuition of $17,760.</p>
<p>Estimated Expenses per Year (Fall &#8216;09/Spring &#8216;10 [Undergraduate])<br />
Tuition ($740/unit)	$17,760<br />
Registration/Student Activity Fee	$145<br />
Course Fees* (average)	$800<br />
Materials/Supplies (average)	$1,638<br />
Total	$20,343<br />
from <a href="http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html">http://www.academyart.edu/admissions/tuition_rates.html</a><br />
(คนมันจนอะนะ) เราเลยเลือก  San francisco State ในฐานะที่มีกรีนการ์ดเราจ่ายถูกกกว่าไปเรียน academy หลายๆเท่าตัว แต่ที่เราอยากรู้มากคือทำไมคนไทยมาเรียนยูนี้กันเยอะจัง รวมทั้งคนที่ยังไม่ได้มาเรียนก็สนใจกันเยอะ ทั้งๆที่ academy ถ้าดู rank สำหรับ art school แล้วไม่ติด 1 ใน 50 ด้วยซ้ำ<br />
<a href="http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings">http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/best-graduate-schools/top-fine-arts-schools/rankings</a> หมายถึงทั้งอเมริกาไม่ใช่แค่ California ข้อนี้ก็ยังหาคำตอบไม่พบ<br />
แต่เดาว่าคงทำ marketing เก่ง ดังนั้นนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เอเชียและต่างชาติมากกว่าคนพื้นที่</p>
<p>เท่าที่คุยกับอาจารย์ที่เธอก็สอนกราฟฟิก ดีไซน์ที่ academy มาสิบปีได้แล้ว อาจารย์บอกใช่นักเรียนไทยเยอะมากมายจริงๆ อีกชาติที่เยอะคืออินโดนีเชีย และที่มาแรงมากคือนักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาจารยน์บอกเมื่อก่อนไต้หวันเยอะ ตอนนี้จีนแท้ๆมาเพียบเลย ภาษาอังกฤษก็อ่อนมากๆ  อาจารย์บอกแต่ที่นี่เขาบริการนักศึกษามากมาย คือถ้าอาจารย์ที่สอนดูแล้วว่านักเรียนภาษาอังกฤษอ่อนแอมากฟังสอนไม่เข้าใจสามารถขออาจารย์ภาษาอังกฤษที่สอน ESL มาประกบตัวต่อตัวหรือกระทั่งทำตัวคล้ายล่ามได้เลย เราก็โอ้วแม่เจ้าอะไรมันจะบริการสุดยอดขนาดนั้นอะเนี่ย (แต่ไม่มีตังค์อะ)<br />
เราว่านี่เป็นอีกจุดขายหนึ่งของเขาจะว่าเป็นข้อดี หรือด้อยแล้วแต่คน เพราะที่นี่เข้าค่อนข้างง่าย TOEFL แค่ส่งแต่ไม่มีคะแนนขั้นต่ำ คะแนนต่ำก็มาเรียนภาษากับเขาได้เลยมีรองรับ ในขณะที่ยูทั่วๆไปเช่นที่เราเรียนถึงไม่ใช่ยูดัง แต่โทเฟิลอย่างน้อยก็ต้องผ่านเกณฑ์ ไม่งั้นไม่รับแน่นอน</p>
<p>สรุปเราเองก็ไม่รู้ว่า Academy of Art ดีไหม แต่อาจารย์ที่สอนเราซึ่งสอนที่ academy ด้วยเธอก็สอนดีมากทีเดียว อาจารย์เราบอกที่ยูนี้เขาเน้นให้เด็กทำงานได้จริง อาจารย์จะพาเด็กไปดูงานอะไรนอกสถานที่ก็สะดวกมากเพราะมีรถบัสมากมาย คือเขาเน้นบริการมากกว่ายูรัฐ สรุปแล้วเราว่าเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกันมากมาย (ถ้าไม่ใช่ยูท็อปจริงๆ) อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า บวกกับงบประมาณคือเงินในกระเป๋าก็สำคัญมากมาก ข้อมูลรวมทั้งลิงค์ต่างๆที่ใส่ไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการตัดสินใจ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiinamerica.com/2009/11/academy-of-art-university-san-francisco/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
